posttoday
บริหาร ‘เงินออม’ หลังเกษียณ

บริหาร ‘เงินออม’ หลังเกษียณ

05 ตุลาคม 2560

เรื่อง ภาดนุต้องยอมรับว่า "เงิน" เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณ เพราะฉะนั้นมาตรฐานการเลี้ยงชีพหลังเกษียณจะมี 2 ปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องคือ จำนวนเงินออมที่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายยามเกษียณ และการบริหารเงินออมที่มีอยู่หลังเกษียณ

เรื่อง ภาดนุ

ต้องยอมรับว่า "เงิน" เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณ เพราะฉะนั้นมาตรฐานการเลี้ยงชีพหลังเกษียณจะมี 2 ปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องคือ จำนวนเงินออมที่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายยามเกษียณ และการบริหารเงินออมที่มีอยู่หลังเกษียณ

ถึงเราจะเก็บเงินให้เพียงพอสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณแล้ว แต่หากบริหารการใช้เงินออมดังกล่าวไม่ดีพอ ก็มีสิทธิที่จะมีเงินไม่พอใช้ไปจนตลอดรอดฝั่ง และการบริหารเงินออมยังเป็นการทำให้เงินออมที่มีอยู่งอกเงยเพิ่มขึ้นด้วย

แล้วจะบริหารเงินออมหลังเกษียณได้อย่างไร ให้มีใช้ไปตลอดชีวิตเกษียณของเรา

1.จัดสรรเงินบางส่วนไว้ในบัญชีออมทรัพย์ เพื่อสำหรับไว้ใช้จ่ายทุกเดือน และเผื่อไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลและกรณีฉุกเฉินอื่นๆ

2.จัดสรรเงินบางส่วนฝากไว้ในบัญชีฝากประจำ รับดอกเบี้ย หรือฝากประจำ 3 เดือน เพื่อจะได้นำรายได้จากดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ใช้จ่าย โดยนำเงินจากดอกเบี้ย เข้าบัญชีฝากออมทรัพย์ ตามข้อ 1

3.จัดสรรเงินอีกส่วนหนึ่งไว้ในประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะเวลา 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี ที่ชำระเบี้ยครั้งเดียว แต่รับเงินคืนทุกปี เพื่อจะได้นำเงินคืนทุกปีดังกล่าวมาไว้ใช้จ่ายได้ โดยเงินต้นก็ยังคงอยู่ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาก็สามารถได้เงินต้นคืน เพื่อไปหาผลประโยชน์ต่อไปได้ เงินคืนรายปีให้นำเข้าบัญชีออมทรัพย์ไว้

4.จัดสรรเงินบางส่วนลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนเป็นรายงวด เช่น 3 เดือนครั้ง หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อรับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยราย 3 เดือน หรือรายปี

การบริหารเงินออมดังกล่าวจะยึดหลัก ไม่เสี่ยง หรือหากจะมีความเสี่ยงบ้างก็ให้มีน้อยที่สุด และสามารถรับผลตอบแทนเป็นรายงวด เพื่อรักษาเงินต้นไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการหลีกเลี่ยงการเก็บเงินก้อนไว้กับตัวเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการใช้จ่ายโดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้เงินหมดก่อนได้ และยังป้องกันการหยิบยืมจากลูกหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงรอบข้างได้ เหล่านี้นี่แหละเป็นวิธีการบริหารเงินออมหลังเกษียณ

ออมเท่าไรถึงจะพอใช้หลังเกษียณ

เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า หากพรุ่งนี้เป็นวันที่เราต้องเกษียณ ไม่มีงานทำ เราจะทำอย่างไร จากชีวิตที่ทุกเช้าต้องออกจากบ้านไปทำงาน พบปะผู้คนและเพื่อนร่วมงานทุกวัน อยู่ๆ ต้องมาอยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรืออยู่กับหมา อยู่กับคนทำงานบ้าน นั่งมองหน้ากันทั้งวัน โอ้ว เวลาช่างผ่านไปช้าจริงๆ

ในที่สุดเราอาจเป็นโรคซึมเศร้า โรคเหงาอยากให้ใครๆ มารัก มาเอาใจ ประกอบกับอายุมากแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มมาเบียดเบียน ต้องเป็นภาระลูกหลานอีกต่างหาก ตอนนี้ต้องมาช่วยกันคิดแล้วว่า ทำอย่างไรดีที่จะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตหลังเกษียณของเรา

บางคนอาจสงสัยว่า แล้วจะเริ่มวางแผนเกษียณได้เมื่อไร คำตอบคือ วางแผนได้ตั้งแต่เริ่มทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวเลย การซื้อบ้าน ซื้อทรัพย์สินต่างๆ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนเกษียณ แต่แผนเกษียณอาจปรับเปลี่ยนได้เมื่อเวลาผ่านไป เช่น เราตั้งใจไว้ว่าเมื่อเกษียณแล้วจะไปเป็นอาจารย์รับจ้างสอนพิเศษ ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น หรือมีครอบครัว อาจเปลี่ยนเป็นขอท่องเที่ยวสองคนตายาย ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การออมเพื่อใช้ยามเกษียณ ต้องเริ่มตั้งแต่เราเริ่มทำงานเลยละ

ปัจจัยแวดล้อม

- ที่อยู่ จะอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ถ้ามีครอบครัวแล้วจะอยู่กับลูกหรือเปล่า หรือจะอยู่กันสองคนตายาย หรืออยู่คนเดียวกรณีเป็นม่าย หากเป็นโสดจะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับญาติพี่น้อง เมื่อสรุปได้ก็ต้องดูว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร ต่อปีเท่าไร

- จะทำอะไร หางานทำต่อไหม เช่น รับจ้างเป็นอาจารย์สอนพิเศษ หรือกรณีเจ้าของกิจการเมื่อวางมือ อาจคอยเป็นที่ปรึกษาให้ลูกหลาน หรือบางคนชอบต้นไม้ อาจเลี้ยงกล้วยไม้หรือเพาะต้นไม้ขาย บางคนไม่ต้องการทำงานแล้ว อาจวางแผนท่องเที่ยว บางคนอาจชอบทางธรรมะ หันหน้าเข้าวัดทำบุญ ศึกษาพระธรรม ทำสมาธิวิปัสสนา หรือเปิดเป็นสถานที่ให้ผู้คนเข้ามาฝึกสมาธิวิปัสสนา ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล แต่ทุกคนต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะวางแผนอย่างไร ทุกอย่างต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นต้องคำนวณออกมาเป็นจำนวนเงินให้ได้ ว่าต้องใช้เงินเท่าไร เช่น วางแผนว่าจะท่องเที่ยวหลังเกษียณ ก็ต้องรู้ว่าปีหนึ่งจะไปไหนบ้าง ต้องใช้เงินเท่าไร

- ภาระหลังเกษียณ เช่น ต้องส่งเสียหลานเรียนต่อ หรือต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ หรือเลี้ยงดูสามี-ภรรยา หรือมีภาระหนี้สินต่อเนื่องที่ต้องผ่อนชำระหรือไม่ บางคนอาจนึกขำในใจว่าลำพังตัวเองก็จะเอาไม่รอดแล้ว ยังต้องดูแลคนอื่นอีก จะไหวเหรอ แต่นี่คือชีวิตจริง เพราะฉะนั้นถ้าเราคาดว่าต้องรับภาระเหล่านี้ จะได้เตรียมตัวและคำนวณไว้ให้พร้อม ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร

- ภาษีสังคม ยังจะมีอีกไหม เช่น งานแต่งงาน อาจเป็นงานแต่งงานของลูกหลานที่ต้องเตรียมเงินรับไหว้ งานสังสรรค์วันเกิด หรืองานบุญงานกุศลต่างๆ ที่อาจต้องเข้าร่วม จะต้องใช้เงินสักเท่าไร

ลองทำตารางคำนวณคร่าวๆ ดูก่อนว่า น่าจะใช้เงินสักเดือนหรือปีละเท่าไร แค่นี้ก็คงพอเห็นแล้วว่า ทำไมเราต้องออมตั้งแต่เริ่มทำงาน เพราะเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณดูท่าว่าไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก