
ข้อสังเกตเรื่องบัตรคนจน
ชลลดา อิงศรีสว่างเงินต่อเงินในสัปดาห์นี้ ดิฉันเข้าประจำการแทนคุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ ที่ท่านติดภารกิจขอเว้นวรรคข้อเขียนของท่านสัก 1 สัปดาห์ โดยได้ฝากประเด็นชวนคิดให้ดิฉันนำไปคิดต่อหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการแจกบัตรคนจนของรัฐบาล
ชลลดา อิงศรีสว่าง
เงินต่อเงินในสัปดาห์นี้ ดิฉันเข้าประจำการแทนคุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ ที่ท่านติดภารกิจขอเว้นวรรคข้อเขียนของท่านสัก 1 สัปดาห์ โดยได้ฝากประเด็นชวนคิดให้ดิฉันนำไปคิดต่อหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการแจกบัตรคนจนของรัฐบาล
เรื่องการช่วยเหลือประชาชน ระดับฐานรากนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลมาจากการรัฐประหาร ต่างให้ความสำคัญทั้งนั้น หากไม่คิดเป็นมิติทางการเมือง เรื่องของการตกเขียว จิ้มกล้อง หรือสารพัดวิธีให้ได้คะแนนนิยมจากคนกลุ่มนี้ ที่จะต้องช่วยคนระดับรากหญ้านี้ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ขาดโอกาส ในหลายๆ ด้าน ทำให้ชีวิตนี้ไม่อาจหลุดบ่วงความยากจนไปได้ เป็นคนจนซ้ำซากอยู่อย่างนั้น
ทำไมการช่วยคนจนถึงจะต้องมาเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ บัตรคนจน แทนที่จะจ่ายเงินสดให้ประชาชนเหมือนรัฐบาล ชุดที่ผ่านๆ มา เรื่องนี้ดิฉันได้มีโอกาสถามคุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เรื่องของการช่วยเหลือคนจนเมื่อสองปีที่ผ่านมา ได้คำตอบจากท่านว่า การช่วยเหลือคนจนต้องทำอย่างมีระบบ ตรวจสอบได้ และไม่ให้เงิน งบประมาณรั่วไหล
ที่จะต้องทำอย่างมีระบบนั้น ในอดีต รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนคนจนอยู่แล้ว แต่ก็มีปัญหาคนจนไม่จริงมาสวมรอยลงทะเบียนด้วย เงินที่จ่ายลงไปเป็นเงินสดเมื่อส่งไปยังหน่วยงาน รับผิดชอบในท้องถิ่น ก็มีประชาชน ร้องเรียนว่าโดนหักหัวคิวบ้าง เงินไม่ถึงมือบ้าง และที่สำคัญไม่เคยมีข้อมูล เลยว่าคนจนในประเทศไทยมีเท่าไรแน่ มีการดำรงชีวิตอย่างไร การช่วยเหลือของรัฐตรงตามความต้องการหรือไม่ การเก็บข้อมูลเชิงสถิติจึงมีความจำเป็นที่จะนำบิ๊กดาต้ามาจัดทำเป็นนโยบาย
นอกจากนี้ รัฐบาลอยากให้การช่วยเหลือประชาชน ไม่ถูกมองว่าเป็นการทำให้เกิดการไม่ขวนขวาย รอแต่ให้คนมาช่วย อยากให้เกิดการพัฒนาตนเองเพื่อที่จะทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อจัดทำเป็นระบบแล้วในอนาคตรัฐบาลใหม่ มาจะมีนโยบายช่วยคนจนอย่างไร ก็มีฐานข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว การจัดสรร งบประมาณจะทำได้ถูกจุดและไม่เกิดการรั่วไหล
ดิฉันเห็นด้วยว่า การช่วยเหลือคนจน ควรจะทำอย่างเป็นระบบไม่ใช่นึกอยากจะทำประชานิยมอย่างไรก็ทำกันโดยไม่มีข้อมูลรองรับ และทำให้การใช้งบประมาณเพื่อการนี้มีศักยภาพ มากขึ้น ไม่ใช่หว่านเงินไปทั่วเหมือน ที่ผ่านๆ มา
นั่นเป็นหลักการที่ รมว.คลัง ท่านอธิบายให้ฟัง แต่เมื่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกมาใช้ ก็เกิดคำถามมากมายในทางปฏิบัติว่า ทำไมจึงไม่เปิดกว้างขวางกว่านี้ คนที่ออกมาตั้งข้อสังเกตนั้นส่วนใหญ่จะมุ่งไปในทางการขัดข้องในการใช้บัตรคนจน ดิฉันขอยกการ ตั้งประเด็นของคุณอิสระ สมชัย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ยกขึ้นมาในบางประเด็น เฉพาะที่ดิฉันเห็นด้วยคือ
1.ร้านธงฟ้ามีไม่เพียงพอไม่ทั่วถึง ตั้งเฉพาะชุมชนในเมือง ในขณะที่คนจนส่วนใหญ่จะมีที่อยู่ตามชนบทห่างไกลตัวเมือง เดินทางเข้ามาเพื่อรูดบัตรเอาสินค้า หมดค่าเดินทางไปกลับก็หมดเป็นร้อยแล้ว
2.สินค้าที่รูดบัตรได้ ส่วนมากเป็นสินค้าผลิตจากโรงงานใหญ่ส่งไปขายและเป็นสินค้าที่เขาสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไปในหมู่บ้าน สินค้าที่นำมาให้รูดส่วนมากไม่จำเป็นและไม่เป็นที่ต้องการ ส่วนสินค้าที่ต้องการก็ไม่มีให้รูด บางแห่งจึงใช้วิธีเอาสินค้าราคา 300 บาทแลกเอาเป็นเงินสดเพียง 250 บาท เพื่อที่จะเอาเงินไปใช้จ่ายซื้อสิ่งของที่จำเป็นจริงๆ
3.แต่ถ้าช่วยคนจนโดยวิธีรูดบัตรเอาสินค้าอย่างที่ทำอยู่ในเวลานี้ ไม่ได้สนองความต้องการคนจน เพราะเท่ากับเขาถูกบังคับให้ซื้อสินค้าจากโรงงานทางอ้อม ผู้ได้รับประโยชน์เต็มๆ คือโรงงานผู้ผลิตสินค้า เพราะโครงการนี้ช่วยขายสินค้าให้เขา เงินก็หมุนเวียนกลับเข้าหานายทุนเหมือนเดิม จึงเหมือนกับว่ารัฐบาลช่วยขายสินค้า ให้โรงงาน
นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามในเรื่องของการติดตั้งเครื่องอีดีซีในร้านค้าว่า ทำไมต้องเป็นธนาคารกรุงไทย เป็นธนาคารอื่นไม่ได้หรือ ให้ธนาคารแข่งขันกันไปติดตั้งเครื่องรับรูดบัตร ราคาที่ใช้ก็จะต่ำลง นี่เป็นการผูกขาดให้ธนาคารกรุงไทยหรือเปล่า
ดิฉันเห็นว่า โดยหลักการแล้ว ควรจะให้คนรูดบัตรซื้อสินค้าที่ร้านไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านธงฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพราะหากเก็บข้อมูลในบัตรมันบันทึก ไว้หมดอยู่แล้ว
ยังมีคนให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เดิมกระทรวงการคลังจะให้นำบัตรสวัสดิการของรัฐไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ และมีการนำนโยบายไปพิมพ์ในคู่มือสำหรับแจกคู่กับบัตรคนจนไปแล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนนโยบายคู่มือที่พิมพ์ไปแล้วในราคาใบละ 3 บาท ก็ต้องยกเลิกแจกไม่ได้ก็คงจะต้องทิ้งไว้ อย่างนั้นเสียงบประมาณค่าจัดทำไปโดยเปล่าประโยชน์ประมาณ 30 กว่าล้านบาท
เรื่องนี้จริงเท็จก็คงจะต้องฟังคำชี้แจงจากกระทรวงการคลังว่าเป็นอย่างไร
ดิฉันหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุย เพราะเห็นว่ามีการโจมตีรัฐบาลมากในเรื่องนี้ ก่อนจะมาต่อว่ารัฐบาลส่วนใหญ่ก็ จะมาชมก่อนว่า นโยบายของรัฐบาลนั้น ถูกต้องที่จะช่วยเหลือคนจนและ ความเหลื่อมล้ำ จากนั้นก็จะเริ่มโจมตีวิธีการจัดการว่า ไร้ประสิทธิภาพ เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม เป็นต้น
ดิฉันเองก็เป็นคนที่เห็นด้วยในเชิงนโยบายและเห็นด้วยว่า การช่วยคนจนในรูปแบบการแจกบัตรรัฐสวัสดิการนี้ มีข้อดีในเรื่องการใช้งบประมาณอย่าง มีประสิทธิภาพ ลดความรั่วไหล ประชาชนได้รับสวัสดิการโดยตรง ไม่ต้องไปโดนมาเฟียท้องถิ่นที่คุณก็รู้ว่าใครหักหัวคิว และที่สำคัญจะทำให้กระทรวงการคลังเก็บข้อมูลคนจน ได้ละเอียดครบถ้วนมากยิ่งขึ้น จะไม่มีการสวมสิทธิให้ถ้าไม่ใช่เจ้าตัวมารับบัตรได้ง่ายๆ
สำหรับข้อขัดข้องที่มีคนมาตั้งข้อสังเกตกันนั้น ดิฉันคิดว่า รัฐบาลไม่ควรจะทำเป็นไม่สนใจหรือตอบโต้อย่าง ดุเดือดรุนแรง ควรจะใช้วิธีการอธิบายมากกว่าจะตั้งวงทะเลาะ ถ้าหากทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว สุดท้ายก็จะไม่รู้ว่าปัญหาที่ควรจะต้องแก้ไขเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนคนที่เอาแต่ติอย่างเดียวก็ควรจะลดทิฐิลง มองอะไรในทางบวก เสียบ้าง ทุกอย่างมีสองด้านทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ดีสุดขั้วหรือชั่วสุดขีด หากทุกคนคิดจะช่วยเหลือคนจนจริง ก็ควรมา ช่วยกันเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์จะดีกว่ามานั่งทะเลาะกัน n







