posttoday
ไทยได้อะไรเมื่อจับมือกับทรัมป์

ไทยได้อะไรเมื่อจับมือกับทรัมป์

05 ตุลาคม 2560

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บินกลับจากสหรัฐหมาดๆ เมื่อศุกร์ที่แล้วพร้อมแบกความสำเร็จเกินคาด เพราะสหรัฐให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นผู้นำไทยในรอบ 12 ปี ที่มีการเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการและเป็นผู้นำอาเซียนคนที่ 3 ซึ่งได้จับมือกับทรัมป์ ที่น่าสนใจซึ่งไม่ค่อยได้พบคือต่างฝ่ายต่างมีการนำภริยาเข้าร่วมแสดงว่าสหรัฐให้ความสำคัญไทยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้นำไทยเข้ามารับหน้าที่แบบเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งปกติทางสหรัฐมักตั้งเป็นประเด็นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บินกลับจากสหรัฐหมาดๆ เมื่อศุกร์ที่แล้วพร้อมแบกความสำเร็จเกินคาด เพราะสหรัฐให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นผู้นำไทยในรอบ 12 ปี ที่มีการเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการและเป็นผู้นำอาเซียนคนที่ 3 ซึ่งได้จับมือกับทรัมป์ ที่น่าสนใจซึ่งไม่ค่อยได้พบคือต่างฝ่ายต่างมีการนำภริยาเข้าร่วมแสดงว่าสหรัฐให้ความสำคัญไทยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้นำไทยเข้ามารับหน้าที่แบบเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งปกติทางสหรัฐมักตั้งเป็นประเด็นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่ผู้นำไทยได้จับมือกับทรัมป์ไม่ใช่เรื่องธรรมดา โดยเฉพาะภาพที่ออกมาคุยกันอย่างเป็นกันเองสีหน้าเบิกบาน จับมือแน่น ยอคำหวานใส่กัน ผู้นำสหรัฐบอกมี "American First" ของไทยไม่น้อยหน้ามี "Thailand First" เหมือนกันเปี๊ยบแสดงว่าใจตรงกัน

ประเด็นที่กลัวกันว่า สหรัฐจะไล่บี้ไทยเรื่องวันเลือกตั้ง แต่ลุงตู่เอาตัวรอดชิงบอกผู้นำสหรัฐก่อนว่าปีหน้ากำหนดวันเลือกตั้งแน่นอน แต่หลายฝ่ายตีความว่าวันเลือกตั้งเมื่อใดยังไม่รู้ขึ้นอยู่กับโรดแมป แต่จากแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐ มีข้อความส่วนหนึ่งว่า "... Will Lead to Free and Fair Election in 2018" ถ้าแปลไทยแบบตรงๆ ระบุว่า จะให้มีการเลือกตั้งในปี 2561

แต่ที่เขียนกับพูดอาจเข้าใจความหมายไม่ตรงกันไม่เป็นไรเพราะระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไทยแลนด์เฟิสต์ หมายความว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่เป็นเรื่องของไทย แต่ดูจากโรดแมปคาดว่า หากไม่มีอุบัติเหตุจนทำให้ คสช.ขัดใจอาจได้เลือกตั้งปลายปีหน้า หรืออย่างช้ากลางปี 2562 ถึงช้าไปนิดพี่ทรัมป์คงไม่ว่าอะไรเพราะในบ้านแกก็ยุ่งพออยู่แล้ว คงไม่มีเวลามายุ่งกับไทยเก็บไว้เป็นเพื่อนดีกว่าให้ไปซุกอกกับจีน

การไปพบสหรัฐครั้งนี้ได้คอปเตอร์แบล็กฮอว์ก 4 ลำหิ้วกลับมาไทย เป็นการค้าส่งจาก คสช.ยึดอำนาจและมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะขายยุทโธปกรณ์ ซึ่งกองทัพมีแผนจะอัพเกรดฝูงบินรบเอฟห้า (F5) และขีปนาวุธรุ่นฮาร์พูนและเจรจาซื้อคอปเตอร์แบล็กฮอว์กเพิ่มเติมอีก 6 ลำให้ครบฝูง งานนี้วิน-วินทั้งสองฝ่าย

ด้านเศรษฐกิจสหรัฐเป็นคู่ค้าส่งออกไทยอันดับ 2 รองจากจีน ปีนี้คาดว่า มีมูลค่า 25,967 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นประเทศติดโผ 1 ใน 16 ประเทศที่สหรัฐขาดดุลอย่างหนัก การไปเจรจาครั้งนี้เราก็ถูกกดดันให้ซื้อของอเมริกามากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขนาดบีบจนหน้าเขียวเหมือนกับประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งโดนมาก่อนหน้านี้ส่วนเรื่องที่กังวลมากว่า อเมริกาจะรุกหนักคือปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่กลับได้รับคำชมว่า ไทยช่วยแก้ปัญหาได้มาก

การพบทรัมป์ครั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาเจรจา คือเรื่องการค้ามนุษย์เพราะไทยติดโผใบเหลืองเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าจับตามาหลายปี เกี่ยวข้องกับมาตรการ IUU Fishing หรือการทำประมงผิดกฎหมายไร้การควบคุม ซึ่งรัฐบาลสหรัฐสมัยโอบามามีการตั้งแง่เล่นงานไทยจนการส่งออกสินค้าประมงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตัวเลขการส่งออกอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลและแช่แข็งมูลค่าปีละ 2 แสนกว่าล้านบาท ไทยก็พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอดที่ผ่านมาสหรัฐเป็นหัวหอกระบุว่า ไทยเป็นประเทศมีการค้ามนุษย์

การไปเจรจากับสหรัฐต้องชมเชยนายกฯ ลุงตู่ เล่นเชิงรุกเชิญ อิวานกา ทรัมป์ บุตรสาวคนสวยและเป็นลูกคนโปรดของทรัมป์ให้มาเยือนไทยเพื่อดูการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ ถือเป็นไม้เด็ดเพราะทรัมป์เชื่อลูกสาวคนนี้มากซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ หลังจากก่อนหน้านี้เป็นไม้เบื่อไม้เมามาโดยตลอด ซึ่งจะทำให้สหรัฐกลับมาให้ความสำคัญกับไทยเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเศรษฐกิจ เรียกว่างานนี้มีแต่ได้

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐดูจะไม่ค่อยอินกับทรัมป์เท่าไรนัก วิจารณ์ว่าเชิญผู้นำไทยซึ่งมาจากรัฐประหาร แสดงว่าผู้นำสหรัฐคนนี้ไม่สนใจเรื่องประชาธิปไตยและยังตำหนิว่า สภา คองเกรสควรจะมีปากมีเสียงวิจารณ์มากกว่านี้ หรืออย่างน้อยสหรัฐน่าจะมีการตั้งเงื่อนไขให้ผู้นำไทยแก้ไขก่อนที่จะมาเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ เช่น ด้านสิทธิมนุษยชน การคืนประชาธิปไตย การวิจารณ์การเมืองได้อย่างเสรี การปล่อยตัวนักโทษการเมือง การกำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดและให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างอิสระ

การที่ทรัมป์เชิญผู้นำไทยมาทำเนียบขาว ไทยมีแต่ได้โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนเป็นการเปลี่ยนท่าทีต่างไปจากผู้นำสหรัฐในอดีต อย่างเช่น ยุคโอบามาจากพรรคเดโมแครตซึ่งจะไม่ต้อนรับเชิญผู้นำที่มาจากการโค่นอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตย หรือเป็นประเทศที่ติดลิสต์ด้านสิทธิมนุษยชน แสดงว่าสหรัฐส่งสัญญาณถึงไทยและส่งสัญญาณไปยังประเทศอาเซียนว่า สหรัฐพร้อมจะสานสัมพันธ์ใหม่เพื่อหวังถ่วงดุลกับจีน ซึ่งสหรัฐมองว่ามีอิทธิพลมากเกินไปเป็นการคุกคามต่อดุลอำนาจและผลประโยชน์ของสหรัฐ

ในฐานะคนไทยมองผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งโดยไม่ยึดติดว่า ชอบหรือไม่ชอบใครเป็นส่วนตัว ต้องบอกว่าการไปจับมือกับทรัมป์ของผู้นำไทยเป็นผลประโยชน์ของประเทศเพราะในช่วงการเมืองมาแบบไม่ปกติ การดึงสหรัฐเข้ามาเป็นพวกอย่างน้อยก็เป็นการคานกับสหภาพยุโรป ซึ่งยังตั้งแง่เอาเรื่องกับไทย เกี่ยวข้องกับการกีดกันการส่งออกและกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน งานนี้ยกนิ้วให้จริงๆ ครับ

(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat) n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก