
รัฐบาลเร่งเต็มสูบ อัดเศรษฐกิจโค้งสุดท้าย
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงเหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 เดือนก็จะสิ้นปี 2560 เศรษฐกิจปีนี้จึงถือว่าอยู่ในโค้งสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลชัดเจนไม่มีปิดบังว่าต้องการผลักดันเศรษฐกิจปีนี้โตให้ได้ 4% แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากก็ตาม แต่รัฐบาลก็เชื่อมั่นลึกๆ ว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คิดและขยายตัวได้เพิ่มมากกว่าที่คาดไว้
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 เดือนก็จะสิ้นปี 2560 เศรษฐกิจปีนี้จึงถือว่าอยู่ในโค้งสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลชัดเจนไม่มีปิดบังว่าต้องการผลักดันเศรษฐกิจปีนี้โตให้ได้ 4% แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากก็ตาม แต่รัฐบาลก็เชื่อมั่นลึกๆ ว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คิดและขยายตัวได้เพิ่มมากกว่าที่คาดไว้
เดือน ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขการขยายตัวไตรมาส 2 ขยายตัวได้สูงถึง 3.7% ขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.3% ส่งผลให้การขยายตัวครึ่งปีแรกขยายตัวได้ 3.5% รวมทั้งยังปรับประมาณการทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.5-4% มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7% จากครั้งก่อนคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.3-3.8% และมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นและมีโอกาสแตะที่ 4% ได้
ต่อมาเดือน ก.ย. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม 1.50% แต่ก็ได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 3.8% จากเดิม 3.5% ซึ่งถือเป็นการคาดการณ์ที่มีนัยสำคัญ เพราะที่ผ่านมา ธปท.จะคาดการณ์เศรษฐกิจต่ำกว่าหน่วยงานอื่นมาตลอด แต่มาปีนี้ ธปท.กลับมองการขยายตัวเศรษฐกิจมากกว่าหน่วย งานอื่นๆ โดยเฉพาะมากกว่า สศค. และกระทรวงการคลัง
ด้านกระทรวงการคลัง ที่มีคิวจะปรับประมาณการเศรษฐกิจในเดือน ต.ค.นี้ ก็จะเตรียมขยับเป้าครั้งใหญ่จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.6% ก็พยายามที่จะมองหาปัจจัยบวกต่างๆ ของเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการเพิ่มเติมของรัฐบาลที่จะออกมา เพื่อผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจให้ได้ใกล้เคียง 4% มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็ไม่น้อยกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้
ในส่วนของหน่วยงานอื่นๆ ก็มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ดีขึ้นกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็เตรียมปรับเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากเดิม 3.6% เป็น 3.7-4% เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง การประมาณการของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเห็นไปในทิศทางเดียวกับที่รัฐบาลต้องการ มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 4% แม้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายก็ตาม
ขณะที่ธนาคารโลกล่าสุดก็ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทยเพิ่มขึ้นจาก 3.2% เป็น 3.5% และคาดว่าปีหน้าจะขยายตัวได้ 3.6% แม้ว่าจะยังคาดการณ์เศรษฐกิจของไทยปีนี้ต่ำ แต่เมื่อดูจากการปรับเพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีกว่าที่ธนาคารโลกคาดการณ์ไว้เดิมไม่น้อย
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นถึง 4% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม 3.4% เนื่องจากคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้สูงถึง 7% มากกว่าที่คาดไว้เดิม 3.8% การขยายตัวการส่งออกได้มากทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูง เพราะการส่งออกคิดเป็น 70% ของจีดีพี จึงมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูง นอกจากนี้การท่องเที่ยวก็ขยายตัวได้สูง ซึ่งเป็นอีกตัวที่มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เพราะมีสัดส่วนสูงถึง 22% ของจีดีพี
สอดคล้องกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) คาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 6% จากที่คาดการณ์ไว้เดิม 5% ใกล้เคียงกับที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ 7% หลังจากที่การ ส่งออกของไทยเดือน ส.ค. 2560 ขยายตัวได้สูงถึง 13.2% ส่งผลให้การส่งออก 8 เดือนแรกของปีขยายตัว 8.9% ซึ่งหากการส่งออกใน 4 เดือนที่เหลือทำได้เดือนละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ การส่งออกปีนี้ก็จะขยายตัวได้ถึง 6.9% ใกล้เคียงเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้
จากการประมาณการเศรษฐกิจของหน่วยงานต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจไทยโค้งท้ายได้รับแรงหนุนจากการ ส่งออก การท่องเที่ยว เป็นสำคัญที่ขยายตัวได้สูงกว่าที่ประมาณการเดิมไว้มาก ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนก็ยังขยายตัวได้ดี รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐก็ยังเร่งเบิกจ่ายเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องการให้เศรษฐกิจโค้งท้ายขยายตัวได้แรงมากกว่านั้น โดยได้พยายามเร่งเติมมาตรการ และปิดจุดอ่อนต่างๆ ที่จะกระทบให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ดี
การเบิกจ่ายงบประมาณยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากที่สุด งบประมาณรายจ่ายปี 2561 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา มีวงเงินสูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท เป็นงบลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาท หากเร่งเบิกจ่ายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มขึ้น แม้ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณจะมีปัญหาจากการใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ เพราะมีความเข้มงวดและบทลงโทษรุนแรงเพื่อป้องกันการรั่วไหลและการทุจริต จนหลายหน่วยงานไม่กล้าทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกระทรวงการคลังก็พยายามปลดล็อกปัญหาดังกล่าวเพื่อไม่ให้การเบิกจ่ายเกิดการสะดุดจนกระทบการขยายตัวเศรษฐกิจโค้งท้ายของปี
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขยายเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปีที่มีวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเบิกจ่ายสิ้นปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ขยายเวลาออกไปให้จนถึงต้นปีหน้า เพื่อหวังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปลายปีและต้นปีหน้าเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเร่งกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ที่มีมาตรการหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ที่ต้องเริ่มลงทุนในปีนี้ ซึ่งแม้ว่าจะช่วยได้ไม่มาก แต่รัฐบาลก็ไม่ละความพยายาม เพราะให้เอกชนลงทุนถึงจะน้อยแต่ก็ดีกว่าไม่ยอมลงทุนเลย พร้อมกันนี้รัฐบาลเร่งโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี เพื่อดึงเอกชนในและนอกประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศครั้งใหญ่
ในด้านเศรษฐกิจฐานรากรัฐบาลได้มีการกระตุ้นต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งการแจกเงินสวัสดิการที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้มีเงินหลายพันล้านบาทหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงเร่งแก้หนี้นอกระบบโดยการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้าไปปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ไปใช้หนี้นอกระบบ ทำให้ลูกหนี้ลืมตาอ้าปากได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโหด ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากกระเตื้องขึ้นมาระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายเชื่อว่าในช่วงโค้งท้ายเศรษฐกิจ รัฐบาลน่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพิ่มเติม เช่น มาตรการภาษีช็อปกินเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว แต่ถูกให้ทบทวนเพราะกระทรวงการคลังเห็นว่าขอมากเกินไปและการท่องเที่ยวท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์ แต่ในหลักการกระทรวงการคลังเห็นด้วยว่าควรให้หักลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว
ที่สำคัญที่สุดรัฐบาลได้ติดตามการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดชนิดรายสัปดาห์รายเดือน เมื่อพบว่าสัญญาณเศรษฐกิจส่วนไหนอ่อนกำลังลงก็จะมีการเร่งเข้าไปแก้ไขทันที ตัวอย่างเช่น ตอน สศช.แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ระบุว่า การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐลดลง รัฐบาลได้สั่งให้กระทรวงการคลังเร่งเบิกจ่ายให้กลับมาขยายตัวได้เหมือนเดิมทันที
ดังนั้น เศรษฐกิจโค้งท้ายจึงมีความสำคัญกับการขยายตัวในภาพรวมอย่างมาก หากรัฐบาลเร่งเครื่องเต็มสูบตามที่วางแผนไว้ การทำให้เศรษฐกิจโตได้ 4% ตามที่รัฐบาลต้องการก็มีความเป็นไปได้แม้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งหากทำได้จริงๆ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะทำได้ดีกว่าปีนี้อีกมาก n







