
อย่าแนะนำผิด
เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเรื่องหนึ่งเลยกับกรณี รมว.คลัง ออกมาตำหนิเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ที่แนะแนวทางหลบเลี่ยงภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ โดยแนะนำลูกค้าให้ปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เมื่อดอกเบี้ยใกล้ 2 หมื่นบาท แล้วเปิดบัญชีใหม่ และให้กรมสรรพากรไปศึกษาแนวทางการลดช่องโหว่ ก่อนที่เราจะตามไปดูว่ากรมสรรพากรจะแก้ไขปัญหายังไง เรามาดูที่ต้นเหตุของปัญหาดีกว่าว่า "ทำไมเจ้าหน้าที่ธนาคารถึงแนะนำเช่นนี้"
เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเรื่องหนึ่งเลยกับกรณี รมว.คลัง ออกมาตำหนิเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ที่แนะแนวทางหลบเลี่ยงภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ โดยแนะนำลูกค้าให้ปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เมื่อดอกเบี้ยใกล้ 2 หมื่นบาท แล้วเปิดบัญชีใหม่ และให้กรมสรรพากรไปศึกษาแนวทางการลดช่องโหว่ ก่อนที่เราจะตามไปดูว่ากรมสรรพากรจะแก้ไขปัญหายังไง เรามาดูที่ต้นเหตุของปัญหาดีกว่าว่า "ทำไมเจ้าหน้าที่ธนาคารถึงแนะนำเช่นนี้"
ใช่กฎหมายมีช่องโหว่จริงเปล่า ผมมองว่าไม่ใช่กฎหมายมีช่องโหว่ครับ เพราะตามมาตรา 42(8) (ค) แห่งประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร กำหนดให้ "ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 2 หมื่นบาท ตลอดปีภาษีนั้น..." เป็นเงินได้ยกเว้นภาษี
กฎหมายเขียนรัดกุมดี ถ้าอ่านแบบไม่เข้าข้างตัวเอง จะเห็นได้ชัดว่ากรมสรรพากรระบุชัดเจน ว่า "เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 2 หมื่นบาท ตลอดปีภาษีนั้น..." ซึ่งหมายถึงรวมดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทุกบัญชีทุกธนาคารในแต่ละปีภาษีของคนนั้น ถ้าได้ดอกเบี้ยเกิน 2 หมื่นบาท ก็ต้องเสียภาษี โดยภาษีที่ต้องเสียจะนับจากดอกเบี้ยบาทแรกที่ได้รับ โดยทั่วไปธนาคารพาณิชย์จะเป็นคนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% แต่หากดอกเบี้ยเงินฝากอออมทรัพย์บัญชีนั้นไม่เกิน 2 หมื่นบาท ธนาคารก็จะไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ใช่หมายความว่า ผู้ฝากเงินไม่ต้องเสียภาษีนะครับ หน้าที่ในการเสียภาษียังมีอยู่ โดยต้องนำดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ได้รับทุกบัญชี (ย้ำครับทุกบัญชี) ไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ปลายปีเสียภาษี
ตัวอย่างเช่น หากมีเงินฝากออมทรัพย์ 2 บัญชี ดอกเบี้ยบัญชีแรก 1 หมื่นบาท บัญชีที่ 2 ได้ดอกเบี้ย 9,000 บาท 2 บัญชีรวมกัน 1.9 หมื่นบาท ไม่เกิน 2 หมื่นบาท อย่างนี้ไม่ต้องเสียภาษี แต่หากดอกเบี้ยบัญชีแรก 1 หมื่นบาท บัญชีที่ 2 ได้ดอกเบี้ย 1.9 หมื่นบาท 2 บัญชีรวมกัน 2.9 หมื่นบาทเกิน 2 หมื่นบาท อย่างนี้ต้องเสียภาษี ถ้าแจ้งธนาคารให้หักภาษี ณ ที่จ่าย จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของ 2.9 หมื่นบาท เท่ากับ 4,350 บาท แต่หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็ต้องเอาดอกเบี้ยมารวมคำนวณเป็นเงินได้ปลายปีเสียภาษี หากฐานภาษีสูงสุดเราอยู่ที่ 30% เราก็ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 30%*2.9 หมื่น = 8,700 บาท แต่หากเราไม่ยื่นรายได้ดอกเบี้ยส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะไม่รู้ หรือตั้งใจก็ตาม กรมสรรพากรท่านไม่สนใจ เราก็จะต้องเสียเบี้ยปรับกับเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน หรือเท่ากับ 18% ต่อปี สูงมากครับ พอๆ กับดอกเบี้ยบัตรเครดิตเลย
เมื่อกฎหมายชัดเจน แต่ปัญหาเกิดจากเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่ชัดเจน หรือชัดเจนแต่คิดว่าสรรพากรคงไม่เจอ หรือ ฯลฯ จึงแนะนำลูกค้าอย่างนั้น การแก้ไขปัญหาจึงควรแก้ที่เจ้าหน้าที่ธนาคาร อย่างเช่น ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประสานงานกับกระทรวงการคลังทราบเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของธนาคารพาณิชย์ว่าเป็นพฤติกรรมเฉพาะพนักงาน เฉพาะสาขาหรือพฤติกรรมทั่วไป
ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ส่วนการจะยกเลิกการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ ผมเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเดือดร้อนผู้ที่ฝากเงินโดยสุจริตซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ (ดอกเบี้ย 2 หมื่นบาท หากคิดบนอัตราดอกเบี้ย 1% ต้องมีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่ถอนเลย 1 ล้านบาท ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นครับถึงมีเงินเก็บขนาดนี้) ถ้าจะลงโทษน่าจะลงโทษคนทำผิดดีกว่า
ลองให้ธนาคารพาณิชย์ส่งยอดรวมดอกเบี้ยออมทรัพย์ทุกบัญชีของคนฝากแยกตามเลขบัตรประชาชนมาที่สรรพากรเลือกเฉพาะคนที่ได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์รวมเกิน 2 หมื่นบาท เพียงแค่นี้สรรพากรน่าจะได้ภาษีเพิ่มขึ้น เพราะคงไม่มีใครอยากเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม รีบเอาดอกเบี้ยมารวมคำนวณเป็นเงินได้กันหมด และก็คงไม่มีใครกล้าใช้วิธีนี้ในการเลี่ยงภาษีเช่นกัน
ท่านที่สนใจบทความทางการเงิน ที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจาก แหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







