
ดัชนีเชื่อมั่นฟื้นน้อย หวังบัตรคนจนดันโค้งสุดท้าย
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย. 2560 ว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ 75 แต่เป็นการปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังไม่เห็นและรับรู้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้นตามภาพของเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้ เพราะราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และราคาน้ำมันที่ขยับขึ้น ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ เริ่มปรับขึ้นตาม ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย. 2560 ว่า ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ 75 แต่เป็นการปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังไม่เห็นและรับรู้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้นตามภาพของเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้ เพราะราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และราคาน้ำมันที่ขยับขึ้น ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ เริ่มปรับขึ้นตาม ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
ทั้งนี้ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน ก.ย. อยู่ที่ 62.5 แม้ว่าจะขยับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนส.ค. ที่อยู่ 62.4 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 50.5 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานเดือน ก.ย. อยู่ที่ 69.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 92.7 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ส.ค.เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคตมากนัก
"ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นับเป็นเรื่องน่ากังวลมาก เพราะราคาสินค้าเกษตรทั้งข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และน้ำตาล ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่เป็นรายได้หลักของเกษตรกรยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น จึงทำให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดไม่โดดเด่น เอสเอ็มอีในต่างจังหวัดขายของไม่ได้ ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ออกมาไม่เด่นตามมหภาคที่มองว่าฟื้นแล้ว" ธนวรรธน์ กล่าว
สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ที่แม้อัตราเงินเฟ้อปีนี้จะไม่สูงนักและค่าครองชีพโดยรวมขึ้นไม่มาก แต่ราคาก๊าซแอลพีจีและราคาน้ำมันที่เริ่มปรับขึ้น ราคาสินค้าทยอยปรับขึ้น ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจเพราะเงินเข้ากระเป๋าน้อยแต่ราคาข้าวของแพงขึ้น จึงส่งผลให้ผลสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งการซื้อรถยนต์คันใหม่ และการซื้อบ้านหลังใหม่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
อย่างไรก็ดี คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ จะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเข้ามาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเงินโอนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จำนวน 11 ล้านคน ที่คาดว่าจะใช้เกิดการจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคประมาณเดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท และเงินโอนค่าโดยสารลงต่างจังหวัดอีกเดือนละ 1,000-2,000 ล้านบาท รวมทั้งการท่องเที่ยวที่เติบโต ทำให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าและบริการมากขึ้นในช่วงดังกล่าว ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเด่นชัดขึ้นในไตรมาส 4 และเป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ในระดับ 3.7-4%
ธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วงคือรัฐบาลต้องทำให้มีเงินหมุนเวียนลงในภูมิภาคมากขึ้น เพื่อทดแทนราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งจะต้องพยายามทำให้มีการจ้างงานเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ เพราะถ้าหากปล่อยไว้แบบนี้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตไม่เด่น และปีหน้าจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตเกิน 4% ได้ยาก
ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าหอการค้าไทยจะมีการพิจารณาปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศปีนี้ใหม่ จากเดิมที่ประมาณการไว้ 3.6% โดยเบื้องต้นมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นตามกรอบของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ปรับขึ้นมา 3.7-4%







