
กึ๋นไทยอัดการเมือง ฉุดเศรษฐกิจสร้างสรรค์หัวทู่
ช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ ประเทศไทยถือเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมด้านความคิดสร้างสรรค์ เช่นภาพยนตร์หรือโฆษณา แต่ปัญหาการเมืองช่วง 45 ปีที่ผ่านมา ทำให้อุตสาหกรรมความคิดสร้างสรรค์ถูกบั่นทอนลง ไทยถูกลดทอนความเป็นศูนย์กลางหรือฮับในภูมิภาคลงอย่างน่าเสียดาย
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงจัดโครงการส่งเสริมและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โฆษณาและสื่อใหม่หรือนิวมีเดีย ซึ่งจะเน้นในแผนการดำเนินงานปี 2554 แม้โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะได้งบเพียง 77 ล้านบาท จากที่ขอไป 400 ล้านบาท
จาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป กล่าวว่า โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ที่ถูกริเริ่มในรัฐบาลนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทำให้การดำเนินโครงการบางอย่างสะดุด และไม่เห็นเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร
“
จริงๆ เรื่องงบประมาณได้มาก ได้น้อย ถือว่าไม่สำคัญ แต่ขอให้โครงการชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าไทยถอยหลังจากปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้บางเรื่องไม่สามารถเดินหน้า โดยเฉพาะกฎหมายต่างๆ เช่น กสทช. หรือองค์กรตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 3 ปีแล้วยังไม่เกิด ซึ่งเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก” จาฤก กล่าวอย่างไรก็ตาม หวังว่าปีหน้าการเมืองจะมีเสถียรภาพ เพราะปีหน้าจะถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาพยนตร์และสื่อ เนื่องจากองค์กรอิสระ กสทช.จะถูกจัดตั้งขึ้น ประกอบกับจะเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างสมบูรณ์มากขึ้น เชื่ออุตสาหกรรมโตเป็นเท่าตัวหลายแสนล้านบาท
สำหรับกันตนา กรุ๊ป เป็นช่วงต่อยอดจากทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้สะสมมา ในช่องทางต่างๆ เช่นทีวีดาวเทียม หรือการนำคอนเทนต์ขยายสู่ช่องทางดิจิตอลรูปแบบใหม่ๆ รวมทั้งกำลังพัฒนาธุรกิจใหม่ ที่เรียกว่า
“โลว์คอสต์ ซีเนมา” หรือ กันตนา ซีนีเพล็กซ์ ที่จะขยายโรงภาพยนตร์ราคาถูกเข้าสู่ระดับตำบลและประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญต่อการก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จาฤก กล่าวว่า โครงการโรงภาพยนตร์ราคาถูกต้องใช้งบประมาณหลักพันล้านบาท ซึ่งเคยเสนอ อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อการยกระดับประเทศให้ก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากรัฐบาลไม่หนุน จะดำเนินการเอง โดยขยายแบบแฟรนไชส์ไปทั่วประเทศ
ด้าน วิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมโฆษณาไทย ถือว่าติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกในช่วง 78 ปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว โดยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ แต่สิ่งที่ต้องการให้รัฐสนับสนุนเป็นอันดับแรก คือการส่งเสริมในเรื่องของการจัดงานประกวดโฆษณา หรืองานแอดเฟส เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง
“
ปีที่แล้ว งานแอดเฟส ไม่สามารถจัดได้ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ขณะที่คู่แข่งอย่างสิงคโปร์ พยายามจัดงานในลักษณะเดียวกัน ชื่อ สไปซ์ ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากเราต้องเสียตำแหน่งนี้ให้สิงคโปร์ ทั้งที่คนของเราเก่งกว่า การจัดงานในลักษณะนี้ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศได้” วิทวัส กล่าวขณะที่ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟุ๊คดุ๊คโปรดักชั่น ผู้ให้บริการนิวมีเดีย กล่าวว่า การเชื่อมต่อโลกยุคปัจจุบันด้วยอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการเปิดพื้นที่ในงานความคิดสร้างสรรค์ที่กว้างขวางและไร้ข้อจำกัด ใช้เงินลงทุนต่ำ ช่วง 45 ปีที่ผ่านมา การบริโภคสื่อใหม่เติบโตสูงมาก แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ด้วยปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ
สิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องสนับสนุน คือการพัฒนา การให้ศึกษาบุคลากร เพื่อปรับวิธีคิดให้เข้าสู่ยุคนิวมีเดีย การวางโครงสร้างพื้นฐาน และใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าที่สุด
“
ยังไม่ต้องไปพูดถึง 3 จี ภาครัฐควรปรับแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้คุ้มค่าที่สุด อย่างเช่น การใช้เอกสารให้น้อยลง ใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นการปรับแนวคิดของคนให้ก้าวสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์อย่างเข้าใจและมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น” ม.ร.ว.เฉลิมชาตรีกล่าวทิ้งท้าย






