posttoday
ประโยชน์จากข้อมูล

ประโยชน์จากข้อมูล

02 ตุลาคม 2560

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์วันนี้ได้มีโอกาสฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ประเทศไทยจะมีความหวังขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่รัฐบาลตั้งเป้าจะเป็น e-Government และการที่รัฐบาลจะทำบิ๊กดาต้า ซึ่งที่จริงการเป็น e-Government และเรื่องบิ๊กดาต้าเป็นเรื่องที่พูดกันมานานตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วมาจนถึงรัฐบาลชุดนี้ แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ โดยเฉพาะการสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีเหมือนซูเปอร์ไฮเวย์ทำให้กระจายเน็ตไปยังหมู่บ้านต่างๆ น่าจะประมาณ 1 หมื่นหมู่บ้าน

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

วันนี้ได้มีโอกาสฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ประเทศไทยจะมีความหวังขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่รัฐบาลตั้งเป้าจะเป็น e-Government และการที่รัฐบาลจะทำบิ๊กดาต้า ซึ่งที่จริงการเป็น e-Government และเรื่องบิ๊กดาต้าเป็นเรื่องที่พูดกันมานานตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วมาจนถึงรัฐบาลชุดนี้ แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ โดยเฉพาะการสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีเหมือนซูเปอร์ไฮเวย์ทำให้กระจายเน็ตไปยังหมู่บ้านต่างๆ น่าจะประมาณ 1 หมื่นหมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันที่มี เจ้ากระทรวงมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีพื้นฐานมาจากเนคเทค การบรรยายจึงแสดงถึงความรู้ ความเข้าใจ มีการเน้นถึงประโยชน์ของบิ๊กดาต้า และการให้หน่วยงานต้องมี Data Analytic และยังขยายหมู่บ้านออกเป็น 7.5 หมื่นหมู่บ้าน จึงเป็นการสร้างความหวังใหม่ที่ต้องจับตามอง เพราะหาก ไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากประเทศไทยจะตกรถไฟขบวน 4.0 แล้วย่อมจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลายภาคส่วน

ยกมาดูแค่ภาคเกษตร ที่กำลังจะทำสมาร์ทฟาร์มิ่ง หากไม่มีข้อมูลบิ๊ก ดาต้าที่จะให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้ทราบถึงสภาพตลาด ราคาสินค้าเกษตรกรรม ดินฟ้าอากาศ มาตรฐานการผลิต เช่น ไร้สารตกค้าง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ โอกาสที่จะเป็นสมาร์ทฟาร์มิ่งคงเป็นไปได้ยาก ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรนี้จะโยงไปถึงภาคอาหาร เนื่องจากเป็นห่วงโซ่หนึ่งของมูลค่าอาหาร (Value Chain)

การที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกรายหนึ่ง และต้องการจะสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นอุตสาหกรรม 4.0 สามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้นนั้น อุตสาหกรรมอาหารต้องมีห่วงโซ่มูลค่าการผลิตที่เข้มแข็งเชื่อมต่อไปจนถึงผู้แปรรูปจากวัตถุดิบและเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ เพราะจะทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าแหล่งผลิตต่างๆ รวมถึงแหล่งวัตถุดิบเป็นการผลิตที่สะอาด ไม่มีสารตกค้าง ไม่ขัดกับสุขอนามัยพืชและสัตว์ ผลผลิตเป็นไปตามมาตรฐานสากลและปัจจุบันบางประเทศยังอาจจะเพิ่มเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบไปจนถึงการส่งออก ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ในแต่ละกระทรวงยังมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรณีกระทรวงเกษตรฯ จะมีกรม ส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ฯลฯ กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันอาหาร ฯลฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโนยี มีกรมวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันมาตรวิทยา และปัจจุบันยังมี Food Innopolis เพิ่มเข้ามาอีก กระทรวงพาณิชย์ มีกรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ ในเรื่องดินฟ้าอากาศยังมีกรมอุตุนิยมวิทยา ขึ้นกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ข้อมูลต่างๆ จึงกระจัดกระจายไปอยู่ในแต่ละกระทรวง ไม่รวมอยู่ในถังเดียวกัน ทั้งเรื่องมาตรการต่างๆ ที่ ต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยใช้กับสินค้าอาหารที่นำเข้า รสนิยมของผู้บริโภค ความต้องการของตลาด มาตรฐานต่างๆ ที่ต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปเตรียมนำมาใช้ ซึ่งเขาจะประกาศก่อนล่วงหน้าเป็นปี (Derivative) เพื่อให้มีการปรับตัว

มาตรการนำเข้าต่างๆ ที่ปรับเปลี่ยนไปและอัตราภาษีนำเข้าที่ลดลง เนื่องจากการเจรจาเปิดเสรีการค้า ในระดับสองฝ่าย ในระดับอนุภูมิภาค ระดับภูมิภาคและในระดับโลกลักษณะของสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด ผลของการวิจัยพัฒนาต่างๆ สภาพดินฟ้าอากาศ ฯลฯ ดังนั้น หากมีการจัดทำ บิ๊กดาต้าโดยเฉพาะในเชิงของการวิเคราะห์ให้เชื่อมต่อกันได้ มีการจัดทำให้ข้อมูลตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานจริง เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการ ผู้ผลิต เกษตรกร เรียกว่า จากต้นน้ำถึง ปลายน้ำ

นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์กับภาคที่จะทำการวิจัยและพัฒนาด้วย มีการพูดกันมานานแล้วว่า การวิจัยนั้น ทำตามความต้องการหรือความสนใจของผู้วิจัย ไม่ใช่วิจัยตามความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลงานวิจัยขึ้นหิ้งขายไม่ออก ข้อมูลที่เป็นบิ๊กดาต้านี้จะทำให้ผู้วิจัยทำการวิจัยได้ตรงเป้าตามความต้องการของตลาดมากขึ้น และข้อมูลในบิ๊กดาต้ายังจะทำให้นักวิจัยได้เห็นงานวิจัยอื่นๆ ที่มีการจดสิทธิบัตร หรือมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรไว้แล้วด้วย ทำให้ไม่ทำงานซ้ำ แต่นำมาพัฒนาต่อยอดได้

อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลของภาคราชการ ยิ่งถ้าต้องมีการทำการวิเคราะห์แล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ใหญ่ที่พอจะทำให้ได้อาจจะไม่มีเวลามานั่งวิเคราะห์เพราะมัวแต่ประชุมสารพัดเรื่อง เด็กที่พอมีเวลาก็อ่อนประสบการณ์ในที่สุดอาจจะได้จังก์ดาต้ามาแทน และใช้งานไม่ได้ ผู้เขียนจึงขอเอาใจช่วยอย่างที่สุด เพราะควรจะทำมาตั้งนานแล้ว n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก