
บูมตลาดรองซื้อขายบอนด์
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศรุกตลาดรองตราสารรัฐ-เอกชน เจาะลูกค้ารายย่อย ตั้งเป้าซื้อขาย 3,000 ล้านปีนี้
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประกาศรุกตลาดรองตราสารรัฐ-เอกชน เจาะลูกค้ารายย่อย ตั้งเป้าซื้อขาย 3,000 ล้านปีนี้
นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจบริหารเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมรุกเป็นตัวกลางซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ทั้งหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล หลังเห็นช่องว่างลูกค้าหลายรายต้องการขายตราสารก่อนครบกำหนด ไม่รู้จะขายที่ใด ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการซื้อก็มีจำนวนมากที่มาสอบถามกับธนาคาร
ทั้งนี้ ตั้งเป้าเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้ารายย่อยที่มีรายได้สูง ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจตลาดเงินตลาดทุน และมองหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก จึงกำหนดการซื้อขายขั้นต่ำ 1 แสนบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดลูกค้ารายย่อยจาก 25% เป็น 30% คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายประมาณ 3,000 ล้านบาท จากที่ประเมินภาพรวมการซื้อขายตราสารหนี้ของรายย่อยอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท
"ปริมาณหุ้นกู้ที่มี 10 ล้านล้านบาท เป็นผู้ถือรายย่อย 2 ล้านล้านบาท แต่มูลค่าซื้อขายรายย่อยน้อยมาก เดือน ส.ค.มีเทรดในตลาดรองเพียง 660 ล้านบาท จากมูลค่ารวม 4 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะหลายคนมีความต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน บางรายอยากขายเพื่อไปซื้อหุ้นกู้ที่ ผลตอบแทนดีกว่า" นายภูดินันท์ กล่าว
ขณะที่ปัจจุบันธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เป็นผู้เล่นหลัก 1 ใน 5 สถาบันการเงิน ในการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ซึ่งอีก 4 ราย ได้แก่ ธนาคารทิสโก้ บล.เคจีไอ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ
สำหรับตราสารหนี้ที่ธนาคารเป็นตัวกลางรับซื้อและขายออกในตลาด รองนั้น เลือกระดับอินเวสต์เมนต์เกรด หรือความน่าเชื่อถือ BBB- ขึ้นไป โดยการขายตราสารในตลาดรองเน้นลูกค้ารายย่อย 80-90% ซึ่งธนาคารไม่ได้ต้องการกระตุ้นลูกค้ามีความเสี่ยง แต่เปิดโอกาสให้ลูกค้ารายย่อยมีผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก สร้างความเข้าใจการลงทุนที่หลากหลาย เป็นการพัฒนาตลาดทุนทางหนึ่ง
นายภูดินันท์ กล่าวว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ มีตราสารหนี้เอกชนออกใหม่ 7 แสนล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ครบอายุปีนี้ 5 แสนล้านบาท จึงคาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่ในตลาดตราสารหนี้เกือบ 2 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้าสถานการณ์ ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะทิศทาง ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นตามดอกเบี้ยสหรัฐ เอกชนจึงทยอยออกตราสาร ล็อกต้นทุนระยะยาวไว้ แต่ในปริมาณ ที่เหมาะสมกับความต้องการใช้เงิน
นอกจากนี้ ธนาคารยังเปิดซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลให้ลูกค้ารายย่อยด้วย กำหนดวงเงินขั้นต่ำ 1 แสนบาท เป็น การเปิดโอกาสให้ลูกค้ารายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาล ตอบโจทย์คนไทย ส่วนใหญ่ที่ออมเงินไว้ในเงินฝาก เพราะกลัวเงินต้นหาย โดยพันธบัตรรัฐบาล มีความเสี่ยงต่ำใกล้เคียงเงินฝาก แต่ ผลตอบแทนสูงกว่า โดยดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยอยู่ที่ 0.25-1.5% ส่วนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ผลตอบแทนประมาณ 2.5%
"การโยกเงินเย็นมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาวขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก ความเสี่ยงต่ำ มีสภาพคล่อง ได้รับดอกเบี้ยสม่ำเสมอ และพันธบัตร ยังมีข้อดีอื่นๆ อาทิ สามารถใช้เป็นหลักประกันแทนเงินสดได้ด้วย" นายภูดินันท์ กล่าว







