
พ.ร.บ.ฟินเทค กับประเทศไทย 4.0
แซม ตันสกุลก่อนอื่นผมต้องขอแนะนำตัวเองก่อนนะครับ ผม แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต (ลงทุนในกิจการฟินเทค สตาร์ทอัพ) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งอาจจะได้ยินชื่อบริษัทนี้จากหน้าหนังสือพิมพ์ในเดือนที่ผ่านมากับการลงทุนในฟินเทคใหญ่ของเมืองไทย คือ Finnomena และอีกบทบาทหนึ่งคือ กรรมการ สมาคมฟินเทค ประเทศไทย ที่ร่วมผลักดันฟินเทคของเมืองไทยให้ประสบความสำเร็จ
แซม ตันสกุล
ก่อนอื่นผมต้องขอแนะนำตัวเองก่อนนะครับ ผม แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต (ลงทุนในกิจการฟินเทค สตาร์ทอัพ) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งอาจจะได้ยินชื่อบริษัทนี้จากหน้าหนังสือพิมพ์ในเดือนที่ผ่านมากับการลงทุนในฟินเทคใหญ่ของเมืองไทย คือ Finnomena และอีกบทบาทหนึ่งคือ กรรมการ สมาคมฟินเทค ประเทศไทย ที่ร่วมผลักดันฟินเทคของเมืองไทยให้ประสบความสำเร็จ
หลายท่านก็คงตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่เราคนไทยจะได้ใช้บริการการเงินแบบออนไลน์ เปิดบัญชี สมัครสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปที่สาขาเลยสักที ไม่ต้องไป พิสูจน์ตัวตน (e-KYC) หรือเซ็นออนไลน์ได้เลย (e-Signature) เพื่อจะได้เข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0
วันนี้เราเห็นทางสว่างนั้นแล้วครับ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ผลักดัน พ.ร.บ. ฟินเทค โดยได้ทำร่างเสนอแนะแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อพัฒนาและกำกับธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และการทำธุรกรรมด้วยเทคโนโลยีการเงิน
อาจจะดูยาวแต่มีสาระสำคัญ ซึ่งมาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของประเทศไทยได้หลายเรื่อง เพื่อให้ทัดเทียมเท่ากับประเทศอื่น และดูเหมือนจะล้ำหน้าหลายๆ ประเทศด้วย
พ.ร.บ.ฟินเทค ฉบับนี้ได้เน้น 4 เรื่องหลักๆ ได้แก่
1.การแสดงตนในรูปอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) หรือ Non face-to-face authentication
ปกติเราต้องไปเปิดบัญชีที่สาขาเท่านั้น แต่ต่อไปเราสามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยอาจจะใช้ Biometrics เพื่อยืนยัน เช่น ลายนิ้วมือ (Finger Scan) คล้ายๆ กับที่เราทำบนมือถือ หรือใช้ใบหน้าตรวจสอบ (Facial Scan) เหมือนที่เห็นเทคโนโลยีล่าสุดของ iPhone 10
และก็อาจจะมีการพิสูจน์ตัวตนอีกประเภท คือสิ่งที่กระทรวงการคลังกำลังจะพัฒนา Digital ID (ลักษณะคล้ายกับที่ประเทศอังกฤษ) ที่ให้ประชาชนพิสูจน์ตัวตนกับหน่วยงานภาครัฐผ่านทางออนไลน์ เพื่อให้ยืนยันว่าเป็นบุคคลตัวจริงก็จะได้รับ ID ที่ใช้บนออนไลน์ และทุกหน่วยงานก็จะเอาไปใช้ได้
2.การเปิดเผยข้อมูลของรัฐ ส่วนนี้เป็นหัวใจของการได้ข้อมูล โดยคณะกรรมการฟินเทคแห่งชาติ (จะมาจากฝ่ายกำกับ อาทิ แบงก์ชาติ ก.ล.ต. และหน่วยงานภาครัฐอีกหลายแห่ง) มีอำนาจสั่งให้หน่วยงานรัฐสามารถเปิดเผยข้อมูลทางออนไลน์
3.เมื่อเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐได้ ก็สามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเอาไปทำวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แต่ข้อมูลจะเป็นแบบปิดข้อมูลบางส่วน (Anonymize) ที่เป็นข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า อาทิ ชื่อ นามสกุล ประวัติ
ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมหาศาลเพื่อศึกษาพฤติกรรมของประชาชนแบบละเอียด อาทิ ข้อมูลจากโรงพยาบาล เพื่อที่จะสามารถนำมาพัฒนาการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
4.สุดท้ายคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้พิจารณาเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนธุรกรรมเทคโนโลยีทาง การเงินทั้งหมด ทั้งจากสถาบันการเงินและสตาร์ทอัพ ซึ่งหากใครมีเทคโนโลยีที่ดีจริงก็สามารถนำเสนอได้ทันที
จาก 4 ข้อด้านบนอาจจะดูซีเรียสสักนิด แต่เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจถึงตัว พ.ร.บ.ฟินเทค ก็เลยต้องขออนุญาตอธิบายแบบละเอียด
ตอนนี้ได้มีการทำประชาพิจารณ์ (Public Hear ing) กันไปเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยตัวธนาคารและสมาคมฟินเทคเองก็ได้เข้าไปช่วยเสนอเพื่อปรับปรุงให้เป็นฉบับที่สมบูรณ์ขึ้น
และหลังจากนี้คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้หรือต้น ปีหน้าก็คงจะประกาศให้ใช้ พ.ร.บ.ฟินเทคฉบับนี้ พร้อมจะมีผลบังคับในทางปฏิบัติในอีก 6 เดือนถัดไป ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเดือน ก.ค. 2561
ถามว่าตอนนี้ธนาคารและฟินเทคสตาร์ทอัพต้อง เตรียมตัวอะไรบ้าง ก็ต้องตอบว่าทุกที่ก็จะต้องเตรียมเทคโนโลยี เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ และเตรียมเชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานของภาครัฐ
กรุงศรีก็เช่นเดียวกัน เรากำลังเตรียมตัวที่จะเสนอเทคโนโลยี e-KYC เพื่อให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ทันที หรือสมัครธุรกรรมสินเชื่อผ่านโทรศัพท์มือถือได้โดยไม่ต้องมาที่สาขา
ฟากของฟินเทคสตาร์ทอัพ Finnomena ที่ กรุงศรี ฟินโนเวต เพิ่งลงทุนไปนั้น เป็นเทคโนโลยีการวางแผนทางการเงิน โดยใช้ Robo Advisor (ระบบมาช่วยดูแลพอร์ตการลงทุนในการลงทุนของลูกค้า)
เมื่อ พ.ร.บ.ฟินเทค มีผลบังคับก็จะช่วยให้ ลูกค้าสามารถสมัครบนออนไลน์ได้ทันที ไม่ต้องเซ็นเอกสาร และส่งคำสั่งซื้อกองทุนได้ในวันนั้นเลย ซึ่งปกติอาจจะต้องใช้เวลาอย่างเร็วสุด 7 วัน นี่ก็เป็นตัวอย่างที่จะทำให้สตาร์ทอัพโตได้อย่างก้าวกระโดด
และในส่วนของภาครัฐและประชาชนก็จะได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างมหาศาล ยกตัวอย่าง ต่อไปใบขับขี่รถยนต์หมดอายุ เราก็สามารถที่จะต่อทางออนไลน์ และซื้อ พ.ร.บ.ได้ทันที โดยไม่ต้อง ไปที่กรมการขนส่ง ใบขับขี่ใบใหม่ก็จะถูกจัดส่งมาให้ทางไปรษณีย์ในวันถัดไป หน่วยงานภาครัฐก็สามารถที่จะให้พนักงานทำในส่วนอื่นที่เสริมให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่ไม่นับถึงการลดการใช้เอกสารลงอีกมาก
เช่นเดียวกับข้อมูลที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะได้ข้อมูลมาเพื่อทำการวิจัย ทำให้เราสามารถทราบข้อมูลเชิงลึกได้ เช่น ต่อไปเราจะทราบว่าประชาชนที่มีสินเชื่อกับธนาคาร และต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลด้วยโรคอะไรบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับสำนักงานประกันสังคม เพื่อออกแบบการคุ้มครองให้กับโรงพยาบาลและประชาชนได้พอเพียง
เล่าแค่นี้ก็คงพอให้เห็นภาพว่า พ.ร.บ.ฟินเทคฉบับนี้มีความสำคัญกับทุกคนขนาดไหน และเราก็คงจะได้เห็นประเทศไทย 4.0 ในไม่ช้า สมกับที่ท่านนายกฯ ได้กล่าวไว้จริงๆ ตอนนี้ผมก็นั่งนับถอยหลังรอแล้วครับ
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการติดตามข่าวสารและความรู้ฟินเทค สามารถกด Follow ได้ที่ Facebook Krungsri Finnovate ครับ รับรองสนุกแบบมีสาระแน่นอนครับ







