posttoday
ข้อเข่าเสื่อม หายได้โดยไม่ต้องใช้ยา

ข้อเข่าเสื่อม หายได้โดยไม่ต้องใช้ยา

01 ตุลาคม 2560

นพ.วิชัย โชควิวัฒนผู้เขียนเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และสามารถรักษาให้ทุเลาจนหายได้โดยไม่ต้องใช้ยา จึงใคร่ขอเล่าสู่กันฟัง เพื่อประโยชน์กับ "เพื่อนร่วมทุกข์" จำนวนมาก เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง

นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ผู้เขียนเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม และสามารถรักษาให้ทุเลาจนหายได้โดยไม่ต้องใช้ยา จึงใคร่ขอเล่าสู่กันฟัง เพื่อประโยชน์กับ "เพื่อนร่วมทุกข์" จำนวนมาก เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคนี้ คือ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เป็นปัญหามากขึ้นทั่วโลก รองลงไป คือ ภาวะการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดผลกระทบกับการเดิน นั่นคือ การทำให้ลงน้ำหนักสองเท้าไม่เท่ากัน โรคนี้พบในผู้หญิงสูงอายุมากกว่าผู้ชาย เชื่อว่าฮอร์โมนเพศมีส่วนสำคัญ เพราะมักพบในหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน นอกจากนี้ ยังพบมากในผู้ที่ต้องนั่งทำงานในท่านั่ง พับเพียบ คุกเข่า นั่งยองๆ นานๆ รวมทั้งในผู้ที่ต้องขึ้นลงบันไดบ่อยๆ

เรื่องการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่งระยะยาว มีผู้เชี่ยวชาญบางท่านเชื่อว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนจากการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบ มีเพื่อนอายุอ่อนกว่าผู้เขียน 1 ปี วิ่งมาราธอนหลังผู้เขียน 1 ปี วิ่งมาแล้ว 100 กว่าครั้ง ยังไม่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม

โรคเรื้อรังที่เชื่อว่าเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคนี้ คือ เบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ทำให้ความเสื่อมสภาพของข้อที่รับน้ำหนักเร็วกว่าคนปกติ และเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสต้องเปลี่ยนข้อเข่าสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่า

ปัจจุบันผู้เขียนอายุ 70 ปีเศษ ป่วยเป็นโรคเบาหวานมา 20 ปีเต็ม เริ่มพบอาการข้อเข่าข้างซ้ายเสื่อมเมื่อราว 7 ปีมาแล้ว เจ็บมากจนต้องนั่งรถเข็น รักษาอยู่ราวเดือนเศษก็หายไป เพิ่งกลับมาเป็นใหม่ที่เข่าข้างเดิม โดยมีอาการเจ็บที่ด้านในของข้อเข่า โดยเฉพาะหลังจากนั่งนานๆ และเจ็บมากเมื่อเริ่มเดิน

เมื่อ 7 ปีก่อน ผู้เขียนได้รับการเอกซเรย์ข้อเข่าในท่ายืน เพื่อดูสภาพของข้อเข่าว่าเสื่อมสภาพไปมากน้อยเพียงใด ผู้ที่ข้อเข่าเสื่อมมาก ข้อเข่าจะแคบลงจากพยาธิสภาพ คือ กระดูกอ่อนที่หุ้มปลายกระดูกขาท่อนบนและกระดูกหน้าแข้งจะสึกกร่อนจนบางลง หรือหายไป ทำให้ช่องระหว่างกระดูกทั้งสองชิ้นแคบลง

ถ้าถึงขั้นปลายกระดูกมากระทบกระแทกกันจะทำให้เจ็บมาก และกระดูกก็จะถูกทำลายลงไปด้วย โชคดีสภาพเข่าของผู้เขียนจากภาพเอกซเรย์ยังค่อนข้างดี

สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อมของ ผู้เขียน เชื่อว่าเกิดจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ (1) โรคเบาหวาน ซึ่งเวลานั้นเป็นมากว่า 10 ปีแล้ว (2) เกิดจากการออกกำลังกายโดยการวิ่ง โดยเวลานั้นผู้เขียนออกกำลังกายโดยการวิ่งมาเป็นเวลาราว 30 ปี เคยวิ่งมินิมาราธอนกว่า 10 ครั้ง กึ่งมาราธอนกว่า 10 ครั้ง และเคยวิ่งมาราธอนระยะทาง 42.195 กิโลเมตรครั้งหนึ่ง ดังได้กล่าวแล้วว่าการวิ่งไม่มีหลักฐานว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ข้อเข่าเสื่อม และผู้เขียนเคยเอกซเรย์ข้อเข่าก่อนหน้านั้น พบว่ามวลกระดูกดีมากจากการวิ่ง กล่าวคือลักษณะกระดูกข้อเข่าอ่อนกว่าอายุราว 10 ปี แต่อาการข้อเข่าเสื่อมเกิดเพราะเมื่อเริ่มมีอาการเจ็บข้อเข่า ผู้เขียนยังฝืนวิ่งต่อเนื่องมานานแรมเดือน จนทำให้เกิดอาการข้อเข่าเสื่อม

การที่ผู้เขียนยังฝืนวิ่งแม้จะเริ่มเจ็บเข่า เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ผู้เขียนเป็นเบาหวานและระดับน้ำตาลค่อนข้างสูง รักษาทั้ง 3 วิธี คือ (1) ควบคุมอาหาร (2) ออกกำลังกาย (3) ใช้ยา เคยเปลี่ยนไปใช้วิธีออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ แต่ไม่ใคร่สะดวก และสระว่ายน้ำที่ใช้มีนกพิราบมากทำให้มีขี้นกมาก ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นการออกกำลังกาย โดยการแกว่งแขน ขี่จักรยาน เดิน และอื่นๆ แทน

หลังจากอาการข้อเข่าเสื่อมหายไป 7 ปี กลับมามีอาการใหม่ โดยหาสาเหตุไม่ได้ ได้พบแพทย์ที่ดูแลรักษาโรคเบาหวานและหัวใจ ตรวจร่างกายแล้วพบว่าสภาพข้อเข่ายังดี ได้มีโอกาสพบสนทนากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทาง ออร์โธปิดิกส์ 2 ท่าน และได้ทบทวนองค์ความรู้เรื่องโรคข้อเข่าเสื่อมแล้ว ตัดสินใจรักษาตัวโดยไม่ใช้ยาปกติ โรคข้อเข่าเสื่อมถ้ายังไม่รุนแรงมาก ยาที่ใช้ คือ (1) ยาแก้ปวด (2) ยาแก้อักเสบ (3) การฉีดยาเข้าข้อเข่า ถ้าเป็นมากและรักษาโดยการใช้ยานานเกิน 6 เดือน ไม่ดีขึ้น อาจต้องเปลี่ยนข้อเข่า

ยาแก้ปวดที่ได้ผลดีที่สุด คือ ยาในกลุ่มอนุพันธุ์ฝิ่น (Opioids) แต่ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะจะมีฤทธิ์ข้างเคียงสูงและทำให้เสพติด ฤทธิ์ข้างเคียงสำคัญของยากลุ่มนี้ คือ ทำให้ท้องผูก ซึ่งจะเป็นอาการแทรกซ้อนสำคัญของคนที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ยาพวกนี้จะทำให้เป็นรุนแรงขึ้น และถ้าเป็นเรื้อรังจะทำให้มีโรคอื่นๆ ตามมาอีกมาก

ยาแก้ปวดที่เป็นยาตัวแรกที่ควรใช้ คือ พาราเซตามอล แต่มักได้ผลไม่มาก และถ้ารับประทานติดต่อกัน ก็จะมีภาวะแทรกซ้อนต่อตับ ยาที่แพทย์มักสั่งให้คนไข้โรคนี้ คือ ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-inflammatory Drugs) ชื่อย่อว่า เอ็นเสด (NSAID) ยากลุ่มนี้แก้ปวดได้ดีกว่าพาราเซตามอล แต่มีฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ คือ (1) กัดกระเพาะ (2) มีผลต่อไต และ (3) อาจกดการทำงานของไขกระดูก ยากลุ่มนี้มีการพัฒนาเพื่อลดผลข้างเคียงเรื่องการกัดกระเพาะ ได้ยาใหม่ซึ่งราคาแพงแต่กลับพบว่ามีผลไม่พึงประสงค์ต่อหัวใจ ซึ่งรุนแรงกว่า

ยาที่ใช้ฉีดเข้าข้อเข่า มี 2 ชนิด ได้แก่ (1) ยากลุ่มสเตียรอยด์ มักลดอาการเจ็บปวดได้ค่อนข้างดี แต่ได้ผลช่วงสั้น และอาจทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น (2) ยาพวกกรดไฮยารูลินิก (Hyarulinic Acid) ช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นไขข้อ ยานี้ประสิทธิผลไม่ชัดเจน

จะเห็นได้ว่า ยาเหล่านี้ "ได้ไม่คุ้มเสีย" แทบทั้งสิ้น ข้อสำคัญการให้ยาลดหรือบรรเทาอาการเจ็บปวด จะไปบดบังอาการให้ลดการระมัดระวัง ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น ผู้เขียนพิจารณาแล้วจึงตัดสินใจรักษาตัวโดยไม่ใช้ยา

ทั้งตำราและผู้เชี่ยวชาญทาง ออร์โฮปิดิดส์ ทั้งสองท่านที่ผู้เขียนปรึกษา ได้ข้อสรุปตรงกันว่า วิธีที่ได้ผลดีที่สุด คือ การบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้แข็งแรง บริหารลูกสะบ้า และลดการกระทบกระแทกของข้อเข่า

เมื่อ 7 ปีก่อน ผู้เขียนให้เย็บถุงผ้าใส่ทราย 2 กก. ผูกที่ข้อเท้าทางด้านหน้า แล้วบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า โดยนั่งห้อยเท้า แล้วเหยียดเท้ายกถุงทรายข้างละ 100 ครั้ง ทำทีละ 20-40 ครั้ง ทั้งสองข้าง ถุงทรายนั้นยังอยู่ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ผลดีชัดเจน

ผู้เขียนโชคดีน้ำหนักตัวไม่เกิน จึงไม่ต้องลดน้ำหนัก รองเท้าที่ใส่ก็เป็น พื้นยางนุ่มสบาย เพียงเดินให้ช้าลง และเวลาขึ้นบันได ใช้วิธีก้าวเท้าข้างดีขึ้นก่อน แล้วก้าวเท้าข้างเจ็บมาชิดข้างดี เวลาลงบันไดก็เอียงตัว ก้าวข้างดีลงก่อน แล้วก้าวข้างเจ็บลงไปตามชิดข้างดี ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้ไม้เท้า สรุปว่า ทำให้ชีวิตช้าลง (Slow Life) ให้เหมาะแก่วัยและสังขาร

โดยที่ไม่ใช้ยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบเลย จึงยังมีอาการเจ็บ ทำให้รู้ตัวทุกย่างก้าวว่า อาการเสื่อมของข้อเข่ายังไม่หาย ยังต้องสำรวมระวังและมั่นใจว่าวิธีการรักษาแบบนี้จะรักษาเข่าให้ยืนยาวดีกว่าการใช้ยาแก้ปวดและอักเสบไปบดบังอาการ

ใช้เวลารักษาตัวอยู่เดือนเศษ อาการดีขึ้นช้าๆ ยังทำงานได้ เกือบเท่าปกติ ยังไปต่างจังหวัดได้ และ รับเชิญไปประชุมต่างประเทศได้ โดยเดินทางคนเดียว n

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก