
อนาคต NOK ในมือ'ปิยะ ยอดมณี'
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) หลัง พาที สารสิน ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการบริษัท ส่วนตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตกเป็นของ ปิยะ ยอดมณี ซึ่งเดิมทีเป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอยู่
จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) หลัง พาที สารสิน ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการบริษัท ส่วนตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตกเป็นของ ปิยะ ยอดมณี ซึ่งเดิมทีเป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอยู่
การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญครั้งนี้ สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 เดือนหลังวันประกาศลาออก และในการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมก็อนุมัติการเพิ่มทุน โดย ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง การบินไทย (THAI) ประกาศชัดเจนยอมใส่เงินเพิ่มทุนตามสิทธิ ไม่มีอิดออดเหมือนการขอเพิ่มทุนครั้งก่อนหน้า ช่วงเดือน พ.ค. ที่การบินไทยสละสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนไป แต่หลังจากนี้จะตั้งคณะกรรมการที่ดูแลการดำเนินงานใกล้ชิดขึ้น
ทิศทางธุรกิจจะดีขึ้นแค่ไหนหลัง จากนี้ต้องลุ้นที่ ปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NOK แล้ว โดยปิยะฉายภาพว่า การเปลี่ยนชื่อซีอีโอนกแอร์คงไม่ได้ทำให้นกแอร์ดีขึ้นได้ทันที แต่เวลานี้นกแอร์อยู่ในช่วงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงยังเป็นความท้าทายสำคัญที่นกแอร์ต้องเผชิญ แต่เชื่อว่าการปรับปรุงคุณภาพการทำงานของทีมงานให้ดีขึ้นก็จะช่วยให้นกแอร์รับมือได้
แผนพลิกฟื้นนกแอร์หลักๆ คือ การใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งเครื่องบินและบุคลากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือเกิดประโยชน์มากกว่าเดิม พร้อมไล่ดูรายได้ทุกหน่วยธุรกิจว่าจะเพิ่มส่วนไหนได้บ้าง เช่น รายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่ตั๋วโดยสาร การขายอาหาร ขายของที่ระลึก ที่วันนี้รายได้ยังต่ำอยู่ จะเพิ่มได้หรือไม่
ปิยะขยายความถึงแนวทางการใช้ประโยชน์สูงสุดจากเครื่องบินที่มีว่า หากการเพิ่มทุนสำเร็จคือจะได้เงินเข้ามา 1,207 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 1,292 ล้านบาท เป็น 2,499 ล้านบาท จะปรับปรุงฝูงบินที่มีอยู่ โดยยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบินเก่าเร็วกว่ากำหนด แล้วใช้เครื่องบินใหม่ให้มีประสิทธิภาพที่สุด เครื่องบินเก่า ได้แก่ โบอิ้ง 737-800 รวม 5 ลำ และเอทีอาร์ 72-500 รวม 2 ลำ ก็จะเจรจาขอยกเลิกสัญญาเช่าเร็วขึ้น ตั้งเป้ายกเลิกการเช่าให้ได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะคืนเครื่องบินที่เช่ามาก็จะต้องมีต้นทุนซ่อมแซมเพื่อคืนบ้าง แต่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนกแอร์ เพราะเมื่อเครื่องบินเก่าไม่มีแล้วก็จะประหยัดค่าเช่าเครื่องบินส่วนนี้ไปได้ และนำนักบินพร้อมช่างซ่อมมา บริหารจัดการการบินกับจำนวนเครื่องบินใหม่ที่มีอยู่ให้ดีที่สุด โดยหลังปลดประจำการเครื่องบินเก่าไปได้แล้ว ก็จะหยุดการเช่าเครื่องบินใหม่เพิ่มไปก่อนจนกระทั่งปี 2562 จึงจะมีเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 737 แม็กซ์ ที่สั่งจองไปเข้ามาประจำการ
ปิยะ กล่าวว่า มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องบิน จากปัจจุบันอยู่ที่ 8 ชั่วโมง/วัน/ลำ มีเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 10-11 ชั่วโมง/วัน/ลำ โดยคาดว่าจะทำให้ได้ในปีหน้า นอกจากนี้ตั้งเป้าหมายอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยต่อเที่ยวบิน (โหลดแฟกเตอร์) ทั้งปีให้อยู่ที่ระดับ 80% ต้นๆ
ด้านกำลังคน ถือเป็นสิ่งสำคัญสุดที่จะช่วยพลิกฟื้นนกแอร์จากการขาดทุนได้ก็จะจัดทัพใหม่ แม้จะมีคนจำนวนเท่าเดิม แต่อาวุธปรับปรุงได้ ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมได้ ซึ่งโดยส่วนตัวก็จะเดินสายไปตามสนามบินต่างๆ เพื่อพูดคุยกับพนักงานเพื่อให้เข้าใจร่วมกันว่า ทุกอย่างดีขึ้นได้ขึ้นอยู่กับพนักงานมากๆ ทุกคนต้องเข้าใจร่วมกัน เปิดใจพร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะถ้าพนักงานไม่เข้าใจ ไม่ตั้งใจ ต่อให้มีเงินเพิ่มทุนเท่าไรก็คงไม่พอ
"ถ้าปัญหาเที่ยวบินล่าช้าก็ต้องไปหาที่ต้นเหตุ เพื่อพิจารณาว่าต้องทำอย่างไรในกรณีที่เหมือนๆ กัน นอกจากนั้นก็ต้องไปดูเรื่องการดูแลผู้โดยสาร จะดูแลอย่างไรให้ผู้โดยสารพึงพอใจ ไม่ใช่การแก้ข่าว แก้ตัว แต่แก้ไขอย่างจริงจัง" ปิยะ กล่าว
ภาพรวมการขยายเส้นทางบินของนกแอร์หลังจากนี้ ก็มีแผนจะบินไปเส้นทางต่างประเทศมากขึ้น บินระยะไกลขึ้น เช่น การขยายเส้นทางบินในจีน เป็นเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) ไปเมืองรองต่างๆ ในจีนรวมกว่า 40 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ได้แก่ เส้นทางบินจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ไปยังซุนยี่และฉางชา เริ่มให้บริการเดือน ต.ค. เส้นทางบินจากอู่ตะเภาไปยังหยินฉวน เป่าโถว หลินยี่ อี๋ชาง หนานชาง และไหโข่ว เริ่ม ต.ค.นี้เช่นกัน
สำหรับเส้นทางในประเทศ ที่ผ่านมามีบางเส้นทางที่เคยบินอยู่แล้วหยุดบินไป ก็อยากจะทบทวนแผนใหม่ เพราะตลาดในประเทศเป็นตลาดที่นกแอร์ถนัด ก็คงต้องลงพื้นที่มากขึ้นเพื่อพิจารณาว่าจะกลับมาบินเส้นทางไหนที่เคยหยุดบินไปหรือไม่
ปิยะ สรุปให้ฟังว่า แผนงานของนกแอร์หลังจากนี้จะแบ่งเป็น 3 เฟสดำเนินการในช่วงปี 2560-2562 โดยเฟสแรก คือ ทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุนมาก เฟสที่ 2 คือทำอย่างไรให้การดำเนินงานของนกแอร์มีประสิทธิภาพเพื่อเตรียมตัวเติบโตต่อ และเฟสที่ 3 นกแอร์จะขยายตัวอย่างไรได้บ้าง
สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณก้าวแรกของ ปิยะ ยอดมณี ที่สะท้อนให้เห็นว่า นกแอร์กำลังเปลี่ยนแปลง
ทางด้านความคืบหน้าการเพิ่มทุนรอบนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. สายการบินนกแอร์ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงราคาการใช้สิทธิและอัตราการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ NOK-W1 จากเดิม ราคาใช้สิทธิ 5 บาท/หุ้น หลังปรับสิทธิอยู่ที่ 3.18574 บาท/หุ้น อัตราการใช้สิทธิปรับจาก NOK-W1 จำนวน 1 หน่วย/หุ้นสามัญ 1 หุ้น เป็น 1 หน่วย/หุ้นสามัญ 1.5695 หุ้น มีผลบังคับทันทีตั้งแต่วันแรกที่ผู้ซื้อหุ้นสามัญไม่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (วันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย XR) คือวันที่ 26 ก.ย.เป็นต้นไป
ภายหลังการแจ้งครั้งนี้ ราคาหุ้นนกแอร์ปรับลดลงทันที โดยในวันที่ 26 ก.ย. ราคาหุ้น นกแอร์ตกลงมาปิดตลาดที่ 3.64 บาท ลดลงจากวันก่อนหน้า ซึ่งปิดที่ 5.70 บาท
หลังจากนี้สิ่งที่ต้องจับตาคือ การใช้สิทธิเพิ่มทุนรอบนี้ ผู้ถือหุ้นหลักๆ จะใช้สิทธิเต็มจำนวน ต่ำกว่าหรือมากกว่าสิทธิอย่างไรบ้าง การเปลี่ยนแปลงตามแนวทางที่ซีอีโอใหม่นกแอร์วางไว้ จะทำให้นกแอร์ดีขึ้นอย่างที่ผู้ถือหุ้นต่างก็กำลังคาดหวังกันแค่ไหน จากผลการดำเนินงานล่าสุดครึ่งปีแรก นกแอร์มีรายได้รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 945.26 ล้านบาท ส่วนปี 2559 มีรายได้รวม 1.69 หมื่นล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 2,795.09 ล้านบาท จะพลิกเป็นกำไรได้ทันตาทันใจในปีหน้าหรือไม่
สู้เขา "นกแอร์"







