posttoday
เดินหน้าต่อ

เดินหน้าต่อ

27 กันยายน 2560

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวดี เมื่อ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ)เผยดัชนีศักยภาพการแข่งขันโลกประจำปี 2560-2561 ซึ่งปรากฏว่าอันดับของไทยขยับขึ้น 2 อันดับ จาก 34 ในปีก่อน มาอยู่ในอันดับที่ 32 ในปีนี้ จากการประเมินทั้งหมด 137 ประเทศทั่วโลก

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวดี เมื่อ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ)เผยดัชนีศักยภาพการแข่งขันโลกประจำปี 2560-2561 ซึ่งปรากฏว่าอันดับของไทยขยับขึ้น 2 อันดับ จาก 34 ในปีก่อน มาอยู่ในอันดับที่ 32 ในปีนี้ จากการประเมินทั้งหมด 137 ประเทศทั่วโลก

ข้อได้เปรียบของไทยในการจัดอันดับครั้งนี้ มาจากปัจจัยแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคและขนาดตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความสามารถการแข่งขันด้านนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพด้านแรงงาน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลและเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศระยะต่อไป ทั้งในส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานและการสาธารณสุขกลับมีอันดับที่ลดลง โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยมศึกษาแย่ที่สุด อยู่ในอันดับที่ 90 ของโลก ลดลงจากปีก่อน 4 อันดับ รวมไปถึงขีดความสามารถในด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา จริยธรรม และการคอร์รัปชั่น แม้จะปรับดีขึ้นแต่ยังอยู่ในอันดับที่ 78 ของโลก

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแม้อันดับโดยรวมของประเทศไทยจะขยับขึ้น แต่หากไปดูเรื่องหลักๆ ที่เป็นพื้นฐาน อาทิ เรื่องการศึกษาและสาธารณสุข ไทยยังคงน่าเป็นห่วง และเชื่อว่าหากไม่แก้ไขจะเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพราะแม้เราจะมีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่ทรัพยากรมนุษย์ของเราไม่ได้พัฒนาให้เท่าทัน นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์อาจมีโทษตามมาได้

เพราะฉะนั้น รัฐบาลไทยคงยังไม่อาจนิ่งนอนใจและยินดีกับอันดับที่เพิ่มขึ้นครั้งนี้ แต่ยิ่งต้องเร่งเครื่องให้เร็วขึ้น และให้ครอบคลุมทุกมิติที่มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งแม้ว่าไทยจะเป็นรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ก็นำอินโดนีเซีย บรูไน และเวียดนาม ไม่มากนัก และประเทศเหล่านี้ก็เร่งพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง หากเราไม่ก้าวไปข้างหน้าก็เท่ากับตกอันดับทันที

ขณะที่การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจในปีนี้ อันดับของไทยดีขึ้นจาก 113 มาอยู่อันดับที่ 109 แต่ถือว่าเป็นอันดับที่ยังคงล้าหลัง ปัจจุบันระยะเวลาในการเริ่มต้นทำธุรกิจในประเทศไทยต้องใช้เวลา 25 วัน น้อยกว่าปีก่อนที่ใช้เวลาอยู่ 27 วัน ถือว่าเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดูว่าปัญหาเกิดจากอะไร เพราะกรณีการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการอย่างมาก แต่อันดับขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นอาจกระทบต่อโครงการลงทุนในโปรเจกต์ขนาดใหญ่อย่างระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งเป็นความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ สะท้อนผ่านความกังวลของการทำธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งความต่อเนื่องนโยบายของรัฐบาลขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 แทนความกังวลเรื่องคอร์รัปชั่น

กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าแม้รัฐบาลจะพยายามประโคมความเชื่อมั่นในโครงการลงทุนอีอีซีมากเท่าใด แต่นักลงทุนกลับยังคงไม่เชื่อมั่น นั่นอาจเป็นเพราะรัฐบาลยังไม่ได้พยายามผลักดันเนื้อหาหลักของโครงการ โดยเฉพาะ ด้านกฎหมาย ที่จะการันตีการเกิดขึ้นของโครงการเท่าที่ควร รวมไปถึงโครงการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมโยง สร้างความเข้มแข็งให้กับอีอีซียังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ขณะที่โรดแมปการเลือกตั้งก็ใกล้เข้ามา เพราะหากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้วไม่ผลักดันให้โครงการเดินหน้าต่อ ไทยก็อาจจะก้าวไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มที่

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค