
มีอำนาจลอยตัว คนชั่วลอยนวล
ผู้นำไทยขาดความรับผิดชอบด้วยจิตสำนึก
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ผู้นำไทยขาดความรับผิดชอบด้วยจิตสำนึก
"ความรับผิดชอบด้วยจิตสำนึก" มาจาก คำฝรั่งว่า "Accountability" มีความหมาย แตกต่างจาก "ความรับผิดชอบ" ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปที่แปลมาจากคำว่า "Responsibility" อันหมายถึงความรับผิดชอบตามตำแหน่งหน้าที่หรือ การงานที่ได้รับมอบหมาย โดยที่ความรับผิดชอบด้วยจิตสำนึกเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความ เป็น "ธรรมาภิบาล" ดังนั้นหากผู้ปกครองใดสามารถทำงานด้วยความรับผิดชอบจากจิตสำนึก ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็น "รัฐธรรมาภิบาล" แต่ถ้าทำได้แค่แสดงความรับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ ก็เป็นได้แค่ "รัฐบาล" (ตรงนี้อาจจะเป็นการเล่นคำ แต่ผู้เขียนหมายถึงสิ่งนี้จริงๆ คือ เราไม่ค่อยมีรัฐบาลที่เป็นธรรมาภิบาลนั่นเอง)
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่มองผู้ปกครองประเทศที่ภาษาวิชาการเรียกว่า "รัฐบาล" นี้ด้วยความหงุดหงิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การใช้อำนาจตามกฎหมาย" ซึ่งมีความเลอะเทอะ น่ารำคาญ อย่างที่หลายๆ ท่านก็มีความรู้สึก เช่นเดียวกันนี้ และเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าบทความนี้ ติติงอย่างไม่มีหลักการ ก็ขออ้างอิงทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่แม้แต่คนที่เขาเรียนวิชารัฐศาสตร์หรือการเมืองเบื้องต้น ก็ได้รับการสั่งสอน ท่องจำกันมา นั่นก็คือ หลักการที่ว่า "รูปแบบของการใช้อำนาจขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองที่กำหนดขึ้น"
ผู้เขียนจะไม่ขออธิบายถึงการใช้อำนาจของผู้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะมีผู้รู้ที่เชี่ยวชาญและสอนเรื่องระบอบประชาธิปไตยนี้อยู่มากมายแล้ว แต่จะขอพูดถึงผู้ปกครองในระบอบเผด็จการที่ควรจะใช้อำนาจได้เด็ดขาดและมีความรับผิดชอบทางจิตใจที่ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่
หลายท่านมีความหวังเมื่อครั้งที่คณะทหารชุดนี้ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ว่าจะสามารถเข้ามา "จัดการ" กับปัญหาต่างๆ ดีกว่าทหารชุดก่อนๆ โดยเฉพาะปัญหาของการปฏิรูปประเทศ ที่ทหารคณะนี้ประกาศเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยยกระดับให้กว้างขวางกว่าคณะรัฐประหารชุดก่อน (คมช.) ที่ประกาศแค่ยุทธศาสตร์การต่อสู้กับ "นักการเมืองเลวๆ" หรือย้อนไปนานกว่านั้นหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ตั้งเป้าหมายไว้แค่ "ปฏิรูปการเมือง"
สิ่งที่ประชาชนชอบใจ คสช.มากๆ ก็คือ การมุ่งเป้าหมายไปที่การปราบปรามคนขี้โกง อย่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญแล้วประธานกรรมการยกร่างได้ตั้งชื่อเองว่าเป็น "รัฐธรรมนูญปราบโกง" รวมถึงมีการเอาจริงเอาจังกับคนโกงในทุกระนาบ ทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น โดยใช้ มาตรา 44 แม้ว่าบางครั้งก็ดูจะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือเอากุ้งฝอยไปตกปลากะพงบ้าง แต่ก็ได้รับความชื่นชมอยู่พอควร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนหวังมากไปกว่านั้น ก็คือ รัฐบาลทหารน่าจะให้ความมั่นใจด้านความมั่นคงได้ดีมากกว่านี้ ใน 2 เรื่องที่สำคัญๆ ก็คือ เรื่องการใช้ความรุนแรงในสังคมก็ยังมีอยู่มาก โดยมีการวางระเบิดและทำร้ายกันทั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความมั่นคงด้านกระบวนการยุติธรรม ที่ล่าสุดก็มีการปล่อยให้ผู้ร้ายที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี "ลอยนวล" ไปอย่างน่าอับอาย ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมนั่นเอง (ขณะนี้ก็พยายามจะสร้าง "สตอรี่" ให้ดูว่ายังทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการปล่อยคลิปรถที่พาหนี ตอนนี้ก็มาถึงฉากที่พบว่ามีดีเอ็นเอของผู้หญิงอยู่ในรถคันนั้น ซึ่งมีผู้รู้เดาว่าฉากต่อไปน่าจะมีอะไรที่ตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ เช่น พบเงาของผู้หญิงสูงขนาดเท่านี้ๆ ให้เดากันว่าเป็น ใคร เป็นต้น)
จากภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในโหมดที่เรียกว่า Dramatic Investigation อาจจะเป็นที่ชื่นชอบของนายตำรวจทั้งหลาย ที่จะได้วนเวียนกันออกมาเป็นพระเอก แต่นั่นก็จะยิ่งสร้างความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนมาก ยิ่งขึ้น ความรู้สึกเบื่อหน่ายเหล่านี้ที่สุดก็จะส่งผล กระทบไปถึงผู้นำคือ คสช.นั้นอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ โชคดีที่นายกรัฐมนตรีท่าน "เล่นเป็น" คือเมื่อไม่กี่วันก่อนที่ท่านเผลอพูดว่าหลังการอ่าน คำพิพากษาคดีรับจำนำข้าวในวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา ท่านจะบอกว่าคนร้ายอดีตนายกฯ หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน แต่พอศาลอ่านคำพิพากษาแล้วนักข่าวไปทวงถาม ท่านก็ "ชิ่ง" ไปว่าขอให้เป็นเรื่องของตำรวจ
ที่ยกตัวอย่างเรื่องนี้ ก็เพราะเห็นว่าแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะพยายามเอาตัวออกจากเรื่องนี้ แต่ในหลักการของการปกครองในระบอบเผด็จการ ท่านควรจะให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเด็ดขาดในเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจ "เล่นปาหี่" หรือเอาคดีนี้ไปทำเป็นเรื่อง "ซื้อเวลา" โดยไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเป็นไปได้ หรือถ้ารู้แล้วว่านักโทษหญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน ก็ควรจะกำชับให้ตำรวจชี้แจงในเรื่องนี้โดยเร็ว (ขณะนี้นายกฯ และรองฝ่ายความมั่นคงก็แถลงออกมาแล้ว โดยทราบว่านักโทษคนนี้อยู่ที่ดูไบ แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่ได้กำชับให้ทั้งตำรวจและกระทรวงการ ต่างประเทศดำเนินการในเรื่องอย่างจริงจัง และก็คงจะเช่นเดียวกันกับกรณีของนักโทษชาย ผู้พี่ที่ยังลอยนวลและสร้างความปั่นป่วนอยู่นอกประเทศนั้น)
ความรับผิดชอบด้วยจิตสำนึกของคน เป็นผู้นำน่าจะต้องเข้มแข็งและสูงส่งกว่าผู้ปฏิบัติงานหรือข้าราชการโดยทั่วไป โดยเฉพาะผู้นำที่ประชาชนเห็นชอบให้ใช้อำนาจเผด็จการ







