posttoday
ไฟแนนเชียลไดเจสต์

ไฟแนนเชียลไดเจสต์

30 กันยายน 2560

ผู้ถือหุ้น TPCH ไฟเขียว ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 4 แห่ง

ผู้ถือหุ้น TPCH ไฟเขียว ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 4 แห่ง

นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH) เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2560 มีมติอนุมัติให้บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 1 (ทีพีซีเอช 1), บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 2 (ทีพีซีเอช 2), บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 5 (ทีพีซีเอช 5) และบริษัท ปัตตานี กรีน (ปัตตานี กรีน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กมาก (VSPP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก (SPP) โดยว่าจ้าง บริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) เป็นผู้ก่อสร้างทั้ง 4 โครงการ มูลค่าก่อสร้างรวม 3,172.77 ล้านบาท

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้า ทีพีซีเอช 1,2 และ 5 บริษัทเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 65% โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในรูปแบบ Feed-in-Tariff พ.ศ. 2559 โดยมีอายุสัญญา 20 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์และได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (FiT Premium) ในอัตรา 0.30 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 8 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ โดยมีกำหนดวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญา (SCOD) ในวันที่ 31 ธ.ค. 2561

ส่วนโครงการปัตตานี กรีน บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 65% จะจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในรูปแบบสัญญา Non-Firm โดยมีอายุสัญญา 5 ปี และต่อเนื่องและจะได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ในอัตรา 1.30 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 7 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ โดยมีกำหนดวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญา ในวันที่ 1 มี.ค. 2562

“ต้องขอขอบคุณผู้ถือหุ้นที่ไว้วางใจอนุมัติให้บริษัทย่อยลงทุนก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล จำนวน 4 แห่ง และให้ TPOLY บริษัทแม่เข้าทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยโครงการทีพีซีเอช 1 และทีพีซีเอช 2 มีขนาดกำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 9.2 เมกะวัตต์ ทีพีซีเอช 5 มีขนาดกำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 6.30 เมกะวัตต์ และโครงการปัตตานี กรีน มีขนาดกำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 21 เมกะวัตต์ ซึ่งในอนาคตหลังจากที่โครงการดังกล่าวสามารถเดินเครื่องจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ได้เรียบร้อยแล้วจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการและทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่ดีอีกด้วย” นางกนกทิพย์ กล่าวในที่สุด

ทริสฯ คงเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ SC-ORI

ทริส เรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น หรือ SC ที่ระดับ “BBB+” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลงานของบริษัทที่เป็นที่ยอมรับในตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบน ตลอดจนกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า และรายได้ที่เติบโตอย่างมั่นคง

จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงและมูลค่ายอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน(Backlog) ที่อยู่ในระดับต่ำซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของบริษัทในปี 2560 SC มีโครงการที่อยู่อาศัย ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2560 มีโครงการที่อยู่อาศัยจำนวน 35 โครงการที่เปิดขายด้วยมูลค่าเหลือขายประมาณ 3.28หมื่นล้านบาท และมียอดขายรอการส่งมอบประมาณ 9,330 ล้านบาท โดยจะทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่มูลค่าประมาณ 2,600 ล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ประมาณ 2,900 ล้านบาท ในปี 2561 และประมาณ 3,800 ล้านบาท ในระหว่างปี 2562 และปี 2563 ยอดขายที่รอรับรู้เป็นรายได้ในอนาคตของบริษัทถือว่ามีค่อนข้างน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับฐานรายได้ของบริษัทในปัจจุบัน ในช่วงปี 2557 ถึงครึ่งแรกของปี 2560 รายได้จากโครงการแนวราบซึ่งได้แก่บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 55% ของรายได้รวม ในขณะที่รายได้จากคอนโดมิเนียมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนรายได้จากค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 5% ของรายได้รวม ขณะที่ยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 เท่ากับ 7,493 ล้านบาทเพิ่มขึ้นถึง 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทริส เรทติ้ง คาดว่ายอดขายของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 1.4-1.8 หมื่นล้านบาท/ปี ในช่วงปี 2560-2563

ทริส เรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ที่ระดับ “BBB-” พร้อมทั้งยกเลิกเครดิตพินิจ “Developing” หรือ “ยังไม่ชัดเจน” ของบริษัทโดยเปลี่ยนเป็นแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ โดยอันดับเครดิต สะท้อนถึงแบรนด์สินค้าของบริษัท
ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดคอนโดมิเนียมราคาระดับกลางถึงล่าง ตลอดจนอัตรากำไรในระดับสูง และการเพิ่มขึ้นของมูลค่ายอดขายที่รอรับรู้เป็นรายได้ (Backlog) หลังจากซื้อกิจการของบริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศที่อยู่ในระดับสูงและลักษณะของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นวงจรขึ้นลงและผันผวนสูงด้วย

บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ณ เดือน มิ.ย. 2560 ทั้งหมด 31 โครงการ ด้วยมูลค่ารวม 3.43 หมื่นล้านบาท มีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 ล้านบาท/ยูนิต และมีมูลค่าเหลือขายทั้งสิ้น 1.34 หมื่นล้านบาท ณ เดือน มิ.ย. 2560 มูลค่ายอดขายโครงการคอนโดมิเนียมที่รอรับรู้รายได้จากการโอนของบริษัทอยู่ที่ 1.43 หมื่นล้านบาท และจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ประมาณ 4,400 ล้านบาท

การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วส่งผลภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้น ณ มิ.ย. 2560 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนอยู่ที่ 64.18% เพิ่มขึ้นจาก 54.02% ณ สิ้นปี 2559 หลังจากนี้ภาระหนี้ของบริษัทคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากการที่บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมีแผนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่น โรงแรม อพาร์ตเมนต์ให้เช่า และอาคารสำนักงานให้เช่าอีกด้วย ซึ่งบริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท สำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ