posttoday
เร่งแต่งตัวเศรษฐกิจ ดึงนักลงทุน

เร่งแต่งตัวเศรษฐกิจ ดึงนักลงทุน

28 กันยายน 2560

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 3.5% เป็น 3.8% และยังคาดการณ์ปีหน้ายังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.8% เป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้อย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ชัดเจนและขยายตัวได้ในระดับสูง

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาก 3.5% เป็น 3.8% และยังคาดการณ์ปีหน้ายังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.8% เป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้อย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ชัดเจนและขยายตัวได้ในระดับสูง

นอกจากนี้ การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจของ ธปท. ยังมีนัยสำคัญอื่นๆ เช่น ที่ผ่านมา ธปท.จะคาดการณ์เศรษฐกิจต่ำกว่าทุกหน่วยงานอื่น แต่ครั้งนี้ ธปท.คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.7% แสดงให้เห็นว่า ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงแล้วยังมีเสถียรภาพถึงได้คาดการณ์ให้เศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้าขยายตัวได้ 3.8%

ทั้งนี้ การคาดการณ์ของ ธปท.ก็ยังสูงกว่าของกระทรวงการคลังที่ล่าสุดประมาณการว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 3.6% อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังกำลังจะปรับคาดการณ์ใหม่ในเดือน ต.ค. 2560 นี้ คาดว่าจะปรับเพิ่มสูงกว่าประมาณการของ ธปท. ล่าสุด เพราะคลังต้องการให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 4% ซึ่งจะทำให้เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นไปอีก

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เน้นย่ำอยู่ตลอดเวลาว่าการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% นอกจากจะทำให้เอกชนมั่นใจลงทุนได้เพิ่มแล้ว ยังจะช่วยกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานรากได้มากขึ้น ทำให้ความเหลื่อมล้ำของประเทศที่ยังมีมากลดน้อยลง

การส่งสัญญาณของ รมว.คลัง ส่วนสำคัญก็เพื่อตอกย้ำให้นักลงทุนมั่นใจว่า เป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยต้องทำให้ได้อยู่ที่ 4-5% ซึ่งวันนี้ใกล้เข้าเป้าหมายเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

หากย้อนหลังไปดูจะพบว่า รัฐบาลได้พยายามเร่งความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะการลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีพลังมากที่สุด แต่หลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำ ขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศตกต่ำ ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นที่จะขนเงินลงทุนเพิ่มหรือลงทุนใหม่ในประเทศไทย

ที่ผ่านมาการเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน มีการดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาวไปพร้อมๆ กัน ในส่วนของมาตรการระยะสั้นได้มีการออกมาตรการลดหย่อนภาษีเร่งการลงทุนภาคเอกชนในปี 2559 หักลดหย่อนได้ 2 เท่า และในปี 2560 ให้มีการลดหย่อนได้ 1.5 เท่า แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวังไว้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนระยาว โดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งการผลักดันเรื่องนี้ในช่วง 2-3 ปี ทำให้หลายโครงการเดินหน้าไม่ว่าเป็นรถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟทางคู่ ถนนมอเตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น

ในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ มีการหาแหล่งเงินลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการใช้เงินงบประมาณและเงินกู้ โดยการให้การร่วมลงทุนรัฐและเอกชน หรือ พีพีพี และการตั้งกองทุนรวมโครงสร้าง พื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่าการลงทุนจำนวนมาก ไม่กระทบฐานะการคลังของประเทศภายหลัง

พร้อมกันนี้รัฐบาลยังกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม แบ่งเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่มีศักยภาพ 5 อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมใหม่ที่เน้นเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีอีก 5 อุตสาหกรรม เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนโดยการให้สิทธิพิเศษในการลงทุนมากกว่าอุตสาหกรรมทั่วไป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เชื่อมโยงกับการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะเพิ่มแรงดึงดูดนักลงทุน โดยขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างกฎหมายอีอีซีแล้ว ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้น

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเร่งยกอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจขึ้น จากปี 2560 ไทยอยู่อันดับที่ 46 โดยเป้าหมายปี 2561 ต้องการให้อยู่อันดับ 40 ให้ได้ โดยล่าสุดของธนาคารโลก ได้ยืนยันผลการปฏิรูปของประเทศไทย ซึ่งสำรวจจากไทยเดือน พ.ค. 2560 พบว่า ประเทศไทยมีการปฏิรูปการอำนวยความสะดวกธุรกิจดีขึ้นอย่างชัดเจนใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเริ่มต้นธุรกิจ 2.การจดทะเบียนทรัพย์สิน 3.การคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย 4.การแก้ไขปัญหาล้มละลาย ซึ่งหากอันดับปรับดีขึ้นย่อมทำให้ประเทศไทยเป็นที่สนใจของนักลงทุนได้เพิ่ม

ล่าสุด WEF (World Economic Forum) ประกาศรายงานดัชนีขีดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index: GCI) ประจำปี 2560 ที่ทำการสำรวจ 137 ซึ่งอันดับของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 ดีขึ้นมา 2 อันดับ ทำให้รัฐบาลสามารถนำไปเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้อย่างเข้มแข็ง ทำให้เห็นว่าการดำเนินการสร้างความ เข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อเนื่อง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เริ่มออกดอกผลให้เห็นชัดเจนมากขึ้น

อภิศักดิ์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 2560 ขยายตัวได้ 3.5% เชื่อว่าครึ่งปีหลังจะขยายตัวดีกว่าครึ่งปีแรกเนื่องจากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลดำเนินการมาเริ่มเห็นผลแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะจะทำให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ 4-5%

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ไม่หยุดดำเนินการเสริมความแกร่งของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงบประมาณปี 2561 ที่ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ให้ภาคเอกชนที่เริ่มจะมั่นใจลงทุนเพิ่มขึ้น มีความมั่นใจเพิ่มและลงทุนเร็วขึ้น

ขณะเดียวกันการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด เห็นชอบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจปี 2561 วงเงิน 8.4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงเพื่อให้นักลงทุนต้องเร่งลงทุนให้สอดรับกับการลงทุนของภาครัฐและการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเร่งแต่งตัวเศรษฐกิจของรัฐบาลรอบด้าน จึงมีเป้าหมายชัดเจนคือ การเร่งให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและยาวต่อไป นอกจากนี้การลงทุนของภาคเอกชนจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพ หากไม่มีอาการแทรกซ้อนทางเศรษฐกิจที่รุนแรงจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ความพยายามแต่งตัวเศรษฐกิจของรัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจปี 2561 ขยายตัวได้ 4% ซึ่งเป็นขั้นต่ำของการขยายตัวได้เต็มศักยภาพ n

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว