
ต้นทุนแบงก์ไทยบานตามบาเซิล 3
พรสวรรค์ นันทะชลลดา อิงศรีสว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการปรับโครงสร้างสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้ประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีสถาบันการเงินล้มจำนวนมาก โดยการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ และมีองค์กรต่างๆ ขึ้นมาช่วยทำให้ง่ายในการกำกับดูแล เช่น มีเครดิตบูโร สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นต้น
พรสวรรค์ นันทะชลลดา อิงศรีสว่าง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการปรับโครงสร้างสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้ประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีสถาบันการเงินล้มจำนวนมาก โดยการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ และมีองค์กรต่างๆ ขึ้นมาช่วยทำให้ง่ายในการกำกับดูแล เช่น มีเครดิตบูโร สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นต้น
กฎระเบียบต่างๆ นั้น ไม่ใช่ ธปท.จะคิดขึ้นมาเอง แต่ใช้มาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินของบีไอเอส หรือที่เรียกกันว่าเกณฑ์บาเซิล ซึ่งได้มีการปรับปรุงมาตลอดเวลาจนปัจจุบันใช้เกณฑ์บาเซิลฉบับที่ 3 แล้ว โดยเกณฑ์บาเซิล 3 จะเน้นหนักในเรื่องความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินที่จะมีต่อความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเน้นการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของเพิ่มเติมจากปกติที่กฎหมายกำหนดอีก 1% เพื่อให้มีเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับในภาวะวิกฤต (Conservation Buffer)
ตามเกณฑ์นี้ ธปท.จึงได้ออกประกาศเรื่อง "แนวทางการระบุและการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ" และ "รายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ" ประจำปี 2560 ซึ่งมีชื่อของ 5 ธนาคารใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เข้ามาอยู่ภายใต้ประกาศดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าธนาคารทั้ง 5 แห่งนี้มีสินทรัพย์ใหญ่โตเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในอนาคต
ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีสินทรัพย์รวม 18 ล้านล้านบาท ซึ่งธนาคารใหญ่ 5 แห่งนี้ มีสัดส่วนสินทรัพย์คิดเป็น 70% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งสูงมากและจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากหากแบงก์ใดแบงก์หนึ่งเกิดมีปัญหาสภาพคล่องขึ้นมา ธปท.จึงได้บังคับใช้เกณฑ์ที่เข้มข้นเพื่อลดทอนความเสี่ยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ธปท.ให้เหตุผลว่า ที่เลือก 5 ธนาคารใหญ่ขึ้นมาก็เพราะได้พิจารณาจากเงื่อนไขที่เกณฑ์บาเซิล 3 กำหนดขึ้นมาคือ 1) ขนาดของสถาบันการเงิน 2) ความเชื่อมโยงในธุรกรรมระหว่างกัน 3) การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่สำคัญหรือการเป็นผู้ให้บริการหลักในโครงสร้างพื้นฐานของระบบสถาบันการเงิน 4) ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินหรือกระบวนการดำเนินธุรกิจ
แต่เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ของไทยทั้งระบบ มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐานบีไอเอสสูงกว่าเกณฑ์ตามกฎหมายที่ ธปท.กำหนดอยู่แล้ว คือมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ยอยู่ที่ 17.9% จากที่กฎหมายกำหนดที่ 9.75% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ เฉลี่ยอยู่ที่ 15.2% จากที่กฎหมายกำหนด 5.75%
ทั้ง 5 ธนาคารคือ ธนาคารกรุงเทพ อยู่ที่ 18.1% เป็นกองทุนชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนของเจ้าของ 16.4% กสิกรไทย 17.63% มีส่วนของเจ้าของ 15.25% กรุงไทย 16.69% มีส่วนของเจ้าของ 13.07% ไทยพาณิชย์ 17.40% มีส่วนของเจ้าของ 15.30% และกรุงศรีอยุธยา 16.0% มีส่วนของเจ้าของ 12.25%
ดังนั้น เกณฑ์กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ จึงไม่มีธนาคารพาณิชย์แห่งใดที่จะต้องเพิ่มทุนทั้งสิ้น เพราะทุกแห่งแข็งแรงดี แถมยังมีเงินสำรองหนี้จัดชั้นสูงกว่ามาตรฐานอีกด้วย
แต่อย่าได้คิดว่าเกณฑ์นี้จะ หมายถึง 5 ธนาคารนี้จะได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นพิเศษหาก เกิดปัญหาสภาพคล่องหรือปัญหาอื่นๆ ทาง ธปท.ประกาศชัดเจนว่าจะต้องได้รับการช่วยเหลือตามเกณฑ์เท่านั้น แต่การกำกับดูแลที่เข้มงวดก็จะลดความเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันการเงินเหล่านี้อ่อนแอลง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการที่ ธปท.ประกาศใช้เกณฑ์บาเซิล 3 คือ จะทำให้ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการดำรงเงินกองทุนให้สูงเข้าไว้ หมายถึงการนำเอากำไรที่ธนาคารหายได้มาสะสมเอาไว้เพื่อให้ธนาคารแข็งแรง ซึ่งต้นทุน เหล่านี้จะถูกรวมเข้าไปในต้นทุน ดำเนินงาน เป็นต้นทุนในการคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อและดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารด้วย
นอกจากนี้ การปล่อยสินเชื่อ ของธนาคารพาณิชย์จะยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยกู้เป็นหนี้เสียในอัตราที่สูงนอกจากจะต้องตั้งสำรองเพิ่มแล้ว หนี้นี้จะไปกินเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้ ลดลงไปอีก ทำให้ 5 ธนาคารจะต้องปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจ เป็นขาลง
เกณฑ์เหล่านี้จะดีอย่างยิ่งในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นทำให้ทุกคนต้องระมัดระวัง แต่ในช่วงเศรษฐกิจขาลงอาจจะกลายเป็นการสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจได้ และเมื่อสินเชื่อขยายตัวอัตราส่วนทุนที่มีอยู่สูงในขณะนี้อาจจะไม่เพียงพอรองรับการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคตก็เป็นได้
นอกจากนั้น อาชีพนายแบงก์ ก็เริ่มจะไม่น่าทำอีกต่อไป เพราะ การจะทำอะไรต้องพิจารณาถึง กฎระเบียบต่างๆ และอาจจะถึง ขั้นต้องปรับวิธีการทำงานให้เหมือนระบบราชการ เรื่องใดที่ไม่แน่ใจจะต้องหารือ ธปท.เสียก่อน เพราะหากทำผิดพลาดไปก็จะถูกตำหนิและอาจจะถูกปรับ เสี่ยงต่อการเสียภาพลักษณ์เป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้เกณฑ์บาเซิลจะเข้มงวดเพียงใดธนาคารพาณิชย์ไทยก็ยังมีเวลาที่จะปรับตัว เพราะเกณฑ์นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 ถึงเวลานั้นคนที่ปรับตัวไม่ได้จะอยู่ยากในโลกธุรกิจแบบใหม่ไทยแลนด์ 4.0 n







