
‘เบร็กซิต’ เจรจาเลือนราง ป่วนเศรษฐกิจอังกฤษยาว
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์นับตั้งแต่อังกฤษประกาศใช้มาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งเป็นการขอเริ่มต้นเจรจาออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการ ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา การเจรจา "หย่าร้าง" ของทั้งสองฝ่ายยังคงไม่เป็นรูปเป็นร่าง ขณะที่อังกฤษยังเสียเวลากับการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ระยะเวลา 2 ปีตามกำหนดของมาตราดังกล่าวดูจะสั้นไม่ใช่น้อย
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
นับตั้งแต่อังกฤษประกาศใช้มาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งเป็นการขอเริ่มต้นเจรจาออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการ ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา การเจรจา "หย่าร้าง" ของทั้งสองฝ่ายยังคงไม่เป็นรูปเป็นร่าง ขณะที่อังกฤษยังเสียเวลากับการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ระยะเวลา 2 ปีตามกำหนดของมาตราดังกล่าวดูจะสั้นไม่ใช่น้อย
นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองฟลอเรนซ์ ของอิตาลี เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยหวังจะยื่นข้อเสนอให้กับอียูเพื่อให้การเจรจาพูดคุยเป็นเนื้อเป็นหนังมากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอของเมย์คือการพุ่งเป้าเน้นไปที่ "ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน" หลังอังกฤษหย่าร้างจากอียูแล้วในเดือน มี.ค. 2019 โดยอังกฤษเสนอให้อังกฤษยังคงสามารถเข้าถึง "ตลาดร่วม" ของอียูต่อไปได้อีก 2 ปี แลกกับการที่อังกฤษยังคงปล่อยให้พลเมืองของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว
เท่ากับว่าอังกฤษกำลังเสนอที่จะออกจากอียูอย่างเต็มตัวในปี 2021 โดยระยะเวลาดังกล่าวจะช่วย "ซื้อเวลา" ให้กับทุกภาคส่วนของอังกฤษ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ปรับตัวกับการหย่าร้าง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของเมย์ยังคงไม่สามารถทำให้อียูพึงพอใจได้ โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ข้อเสนอของเมย์ยังคงไม่เป็นรูปธรรมเพียงพอ และยังมีหลายประเด็นที่อังกฤษต้องชี้แจงให้ชัดเจนถึง 3 ประเด็น คือ การกำกับดูแลผู้อพยพจากอียู และเรื่องค่าธรรมเนียมในการออกจากอียู ซึ่งเมย์ยังไม่เปิดเผยตัวเลข รวมถึงการกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสมาชิกอียู และไอร์แลนด์เหนือ ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร
"ถ้าหาก 3 ประเด็นดังกล่าวไม่ได้รับการชี้แจงให้ชัดเจน พวกเราก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปยังประเด็นอื่นได้" มาครง กล่าว
ด้าน อเลส ชเมอลาร์ รัฐมนตรีอียูของสาธารณรัฐเช็ก เปิดเผยว่า อียูอาจจะต้องจ่ายค่าหย่าร้างมากกว่า 1.8 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 8 แสนล้านบาท) ที่รัฐบาลอังกฤษเตรียมเสนอกับอียูตามที่มีรายงานออกมาก่อนหน้านี้ โดยงบประมาณดังกล่าวไม่ครอบคลุมทุกภาคส่วน
การเปิดเผยของรัฐมนตรีจาก เช็กมาพร้อมกับรายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักว่า ค่างบประมาณส่วนกลางที่อังกฤษต้องจ่ายหลังเบร็กซิตอาจสูงถึง 4 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่า "ค่าดูแลหลังหย่า" ปีละ 1 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) ตามที่ เดวิด เดวิส รัฐมนตรีด้านเบร็กซิต ยืนยันพร้อมปฏิเสธว่า ตัวเลข 4 หมื่นล้านปอนด์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลขที่ปั้นแต่งขึ้นมา
ไม่ใช่เพียงแต่อียูเท่านั้นที่ยังไม่พอใจข้อเสนอของเมย์ แม้แต่บรรดานักการเมืองที่รณรงค์ออกจากสหภาพยุโรปเมื่อการลงประชามติในปีที่แล้ว ยังไม่พอใจข้อเสนอ "ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ปี" ที่เมย์นำเสนอ เนื่องจากจะทำให้การถอนตัวจากสหภาพกินเวลายาวนานเกินไป และใกล้ชนกับการเลือกตั้งทั่วไปรอบใหม่ในปี 2022
การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงยังมีประเด็นใหญ่อีกมากที่ต้องเร่งให้ทันก่อนกำหนดเส้นตายตามสนธิสัญญาลิสบอนในเดือน มี.ค. 2019 ขณะเศรษฐกิจอังกฤษยังคงได้ผลกระทบจากการเตรียมออกจากสหภาพ
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ลดเครดิตของอังกฤษลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี จากระดับ Aa1 มาอยู่ที่ Aa2 ตามหลังการเปิดเผยของเมย์ เนื่องจากเศรษฐกิจของอังกฤษตกอยู่ในห้วงความไม่แน่นอนจากเบร็กซิต และยังไม่มีแนวโน้มที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับอียูได้ ส่งผลกดดันการคลังของอังกฤษ
ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงราว 20% ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวไปยังอังกฤษจนทำสถิติสูงสุดตลอดกาลในเดือน ก.ค. แต่กลับกลายเป็นแรงกดดันเมื่อต้องนำเข้าวัสดุและวัตถุดิบ จนทำให้การขยายตัวของการผลิตออกมาน่าผิดหวังในเดือน ก.ย.นี้ เพิ่มขึ้นเพียง 7 จุด จากเดือนก่อนที่ 13 จุด และยังทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจหดตัวลงไป
"ค่าเงินถูกไม่ได้ทำให้ส่งออกเติบโตได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่านักการเมืองหรือนักวิจารณ์จะชี้ออกไปในทิศทางนั้น" อดัม มาร์แชล ผู้อำนวยการหอการค้าอังกฤษ กล่าว
ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หอการค้าอังกฤษปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้า จะขยายตัวอยู่ที่ 1.2% จากเดิมที่ 1.3% ซึ่งจะกลายเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ที่ทำให้อังกฤษตกอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยถึง 1 ปีกับอีก 1 ไตรมาส
ภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบหนักอีกหนึ่งภาคส่วน คือ ภาคการเงินของอังกฤษ โดยแม้จากผลสำรวจของ Z/Yen และสถาบันพัฒนาจีน ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมอง จะพบว่า อังกฤษยังคงอยู่อันดับ 1 ในด้านศูนย์กลางการเงินของปีนี้ ตามมาด้วยนิวยอร์ก และฮ่องกง
แต่จากผลสำรวจเดียวกัน แฟรงก์เฟิร์ต ดับลิน กรุงปารีส และกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่สถาบันการเงินหมายตาจะไปตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับยุโรปหลังเบร็กซิต ต่างมีคะแนนเพิ่มขึ้นทั้งหมด
จากผลสำรวจของรอยเตอร์ส ระหว่างวันที่ 21 ส.ค.-15 ก.ย. พบว่า ผลสำรวจเดียวกันพบว่า แฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนีกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในบรรดาธนาคารและสถาบันการเงิน โดยเกือบครึ่งคิดว่าต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรหรือโยกย้ายงาน เพราะเบร็กซิต
ผลสำรวจเดียวกันพบว่า ดอยช์แบงก์ จะโยกย้ายงานมากที่สุดราว 4,000 อัตรา ไปตั้งรกรากใหม่ที่แฟรงก์เฟิร์ต ขณะที่ ธนาคารเอชเอสบีซี เตรียมย้ายงาน 1,000 อัตรา ไปยังกรุงปารีส เช่นเดียวกับธนาคารอื่นๆ ที่วางแผนจะไปตั้งรกรากที่อื่นเช่นกันหลังเบร็กซิต ซึ่งจะกระทบการจ้างงานในภาคส่วนการเงินของอังกฤษรวมกันมากถึง 1 หมื่นอัตรา
ต้องจับตาการเจรจาระหว่างอังกฤษและอียูรอบที่ 4 ที่จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในวันนี้ว่า จะแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าหรือไม่ ในการหย่าร้างครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อเกินกว่าที่คาด และส่งผลกระทบบานปลายเกินกว่าที่คิด n







