
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (34)
ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งคือ การสำเร็จโทษพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสรกรมหลวงรักษ์รณเรศ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว ธิดาพระจักรี เมืองนครศรีธรรมราช ประสูติเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2334
พระประวัติเมื่อทรงพระเยาวน์นั้น ก.ศ.ร. กุหลาบบันทึกไว้ว่า “พระองค์ท่านเปนจอมปราชญ์ จินตะกระวีบัณฑิตย์ ชาติ์ราชตระกูลสุริยวงศ์อันประเสริฐ” และจากวารสารภาษาอังกฤษที่ชื่อ Siam Repository กล่าวถึงความโดดเด่นโดยเฉพาะด้านการศาสนาและโหราศาสตร์ ว่า “ทรงมีความรู้ทางด้านพุทธศาสนาอย่างดีเยี่ยม เหนือกว่าพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ” ด้วยเหตุนี้รัชกาลที่ 2 จึงทรงสถาปนาเป็น กรมหมื่นรักษรณเรศร กำกับกรมสังฆการี ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ทรงกำกับกรมวังและอธิบดีกรมพระคชบาลต่อจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอภัยทัต กรมหลวงเทพพลภักดิ์ ซึ่งเป็นพระเชษฐา
แม้พระองค์เจ้าไกรสรจะมีศักดิ์เป็นอาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระชันษารุ่นราวคราวเดียวกัน ได้ทรงงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ครั้นในแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงอิศริยยศเป็นกรมหลวงรักษ์รณเรศ กำกับกรมวังมีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการศาลเบี้ยหวัดขุนนาง ถวายนิตยภัตสงฆ์ (เงินเดือนพระ) และมีอำนาจในการแต่งตั้งขุนนาง ถือเป็นเจ้านายที่มีอำนาจอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น ครั้นเมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวร ในรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคตในปี 2375 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงตั้งผู้ใดเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เดิมทรงหมายมั่นจะสถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ ซึ่งเป็นพระปิตุลา แต่มีผู้ถวายฎีกาอยู่เสมอว่ากรมหลวงรักษ์รณเรศกระทำการกระด้างกระเดื่อง ทุจริตต่อหน้าที่ รับสินบน อีกทั้งยังมีการซ่องสุมกำลังผู้คน เมื่อทรงสอบสวนแล้วเป็นจริง จึงทรงให้ถอดพระยศเป็นหม่อมไกรสร แล้วให้นำสำเร็จโทษเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2391
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) บันทึกเกี่ยวกับหม่อมไกรสร มีประเด็นคำพิพากษา คือ หม่อมไกรสรประพฤติกำเริบ ทำตนเทียมเจ้าในงานลอยกระทง เกลี้ยกล่อมเจ้านาย ขุนนางและซ่องสุมกองทหารรามัญไว้เป็นพวกพ้อง แต่ถูกสอบสวนว่าซ่องสุมผู้คนไว้มากเพื่อคิดกบฏหรือไม่ หม่อมไกรสรตอบปฏิเสธว่า “ไม่ได้คิดกบฏ” แต่เมื่อถามว่า หากเปลี่ยนแผ่นดินเมื่อไหร่ก็จะไม่ยอมเป็นข้าใคร ตุลาการในสมัยนั้นจึงมีคำตัดสินออกมาส่วนหนึ่ง ว่า “...กรมหลวงรักษ์ณรเรศมีความผิด ต้องลดอิสริยศักดิ์สมญาเป็นหม่อม ตลอดทั้งวงศ์วาน...”
นอกจากนี้ มูลเหตุอีกอย่างหนึ่งที่พระองค์เจ้าไกรสรถูกถอดอิสริยยศคือ ทรงเลี้ยงโขนผู้ชายไว้มากมาย บรรทมอยู่แต่กับพวกโขนละคร ไม่บรรทมกับพวกหม่อมห้ามในวังเลย รัชกาลที่ 3 มีรับสั่งให้เอาพวกโขนละครมาไต่สวน ได้ความสมกันว่า “...ทรงเป็นสวาทกับพวกละคร ไม่ถึงกับชำเรา แต่เอามือพวกละครและมือของพระองค์ท่านกำคุยหฐานของทั้งสองฝ่ายจนภาวธาตุเคลื่อน...”
นอกจากนี้ กรมหลวงรักษ์รณเรศ ยังทรงกลั่นแกล้งเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะที่ยังทรงผนวชอยู่ตลอดเวลา เช่น ให้คนทำข้าวต้มร้อนๆ ไปใส่บาตรเจ้าฟ้าพระทั้งยังเป็นผู้ตัดสินคดีความเจ้าจอมอิ่มและพระสุริยภักดีด้วย โดยคดีความดังกล่าวมีเหตุดังนี้
เจ้าจอมอิ่มเป็นธิดาของพระยามหาเทพ (ปาน) เข้ารับราชการฝ่ายในในรัชกาลที่ 3 ต่อมาได้เกิดคดีลอบส่งเพลงยาวเชิงชู้สาวกับ พระสุริยภักดี (สนิท บุนนาค) บุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค)
พระสุริยภักดี (สนิท) สมรสแล้วกับศรี ธิดาพระยาอุไทยธรรม (กลาง ณ บางช้าง) มีบุตรธิดา 3 คน นอกจากนี้ยังมีบุตรธิดากับภรรยาอื่นอีกถึง 11 คน อายุตอนที่เกิดเรื่องอื้อฉาวนี้ขึ้นคือ 27 ปี คนที่กล่าวโทษพระสุริยภักดีเป็นทาสของตัวพระสุริยภักดีเองชื่ออ้ายพลายกับอีทรัพย์ เรื่องที่ฟ้องร้องก็คือคุณพระสุริยภักดีกับเจ้าจอมอิ่มติดต่อให้ข้าวของกัน ด้วยใจปฏิพัทธ์ฉันชู้สาว ถึงขั้นเจ้าจอมอิ่มสั่งให้มาบอกกับคุณพระสุริยภักดีว่าจะลาออกจากเป็นเจ้าจอม กลับมาอยู่บ้านพ่อแม่เสียชั่วคราวก่อน แล้วจึงให้คุณสุริยภักดีส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอ เรื่องลอบติดต่อกันนี้ พระสำราญราชหฤทัย (อ้าว) กรมวังก็รู้เห็นเป็นใจด้วย และจะทำหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายชายช่วยสู่ขอเจ้าจอมอิ่มต่อพระยามหาเทพ ผู้เป็นบิดาเจ้าจอมอิ่มให้
เมื่อเจ้าพระยาธรรมาธิกร อ่านเรื่องฟ้องร้องแล้ว ก็นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้กรมหลวงรักษ์รณเรศเป็นตุลาการ ชำระได้ความว่า พระสุริยภักดีและเจ้าจอมอิ่ม เป็นแต่ให้หนังสือเพลงยาวและข้าวของกันเท่านั้น ไม่เคยลอบออกไปพบปะพูดจากันที่ใด นอกจากนี้ยังมีคนนอกเกี่ยวข้องด้วยอีกถึง 7 คน คือ ผู้ที่รู้เห็น เช่นพระสำราญราชหฤทัย กรมวัง รู้แล้วก็นิ่งเสียไม่ห้ามปราม ตลอดจนคนอื่นที่เกี่ยวข้องกันทั้งสองฝ่าย รวมทั้งหมอดูหมอเสน่ห์ด้วย
เมื่อชำระความเป็นสัตย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้ประหารชีวิตพระสุริยภักดี เจ้าจอมอิ่ม และคนที่เกี่ยวข้องอีก 7 คน เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2381







