posttoday
รู้สึกหนาวจับจิต กับเรื่องที่รุมเร้าพุทธศาสนา

รู้สึกหนาวจับจิต กับเรื่องที่รุมเร้าพุทธศาสนา

24 กันยายน 2560

เรื่องที่เกิดกับพระพุทธศาสนาวันนี้ ผู้เขียนรู้สึกหนาวจับจิต อาการหนาวแบบนี้ใครที่เคยเป็นแล้วจะรู้ว่ามันหนาวสั่นสะท้าน

โดย ส.คนจริง

เรื่องที่เกิดกับพระพุทธศาสนาวันนี้ ผู้เขียนรู้สึกหนาวจับจิต อาการหนาวแบบนี้ใครที่เคยเป็นแล้วจะรู้ว่ามันหนาวสั่นสะท้าน ใช้ผ้าห่มก็แล้ว ผิงไฟก็แล้ว ไม่สามารถบรรเทาได้ นอกจากกินยา สถานการณ์ที่เกิดแก่พระพุทธศาสนาติดๆ กัน 2 เรื่อง ใครที่จงรักภักดีต่อพระรัตนตรัย ต้องรู้สึกหนาวสะท้านอย่างแน่นอน

เรื่องแรก คือ กรณีที่พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท แห่งวัดดอกสร้อย อ.ระโนด จ.สงขลา นักเคลื่อนไหวปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ต้องสึกกลางพรรษา ที่วัดเบญจมบพิตร โทษฐาน พูดความจริง แต่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล แจ้งว่า เจ้าหน้าที่ทำไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมายปกติ เนื่องจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของพระมหาอภิชาติเข้าข่ายดูหมิ่นใส่ร้ายเสียดสีศาสนาอื่น ตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียลและคลิปต่างๆ ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งบานปลาย ส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองได้ เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน พร้อมกับขอให้เข้าใจว่าที่ทำไปเพราะยึดหลักกฎหมายและประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยไม่ให้กระทบต่อพระพุทธศาสนาหรือพระธรรมวินัยแต่อย่างใด คำแถลงของ พล.ท.สรรเสริญ สวนทางกับรายงานของผู้สื่อข่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่ทหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวพระมหาอภิชาติ มายังวัดเบญจมบพิตร กทม. เพื่อบังคับให้ลาสิกขา หลังจากเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวพระมหาอภิชาติ จากวัดดอกสร้อย อ.ระโนด จ.สงขลา เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ทั้งนี้ หน่วยงานความมั่นคงกล่าวหาว่า พระมหาอภิชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง ก่อน นำตัวไปสอบสวนต่อที่ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากนั้นนำตัวขึ้นมาสอบสวน ต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกระทั่งจับสึกดังกล่าว

ผู้เขียนลองฟังคลิปที่มหา อภิชาติคุยกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ก่อนถูกบังคับให้ลาสิกขา ได้ฟังก็สะเทือนใจที่พระดีๆ ทำงานปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา แต่ต้องถูกบังคับให้ลาสิกขา เพียงเพราะพูดความจริงเกี่ยวกับสถานการณ์พระพุทธศาสนาใน 3 จังหวัดภาคใต้

สจฺจํ เว อมตา วาจา. การพูด ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย เป็นพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าทรงอบรมสั่งสอนมาแต่โบราณกาล แต่การพูดความจริงวันนี้เป็นอันตราย วาจาจริงเป็นสัตย์ไม่ตายแน่นอน แต่คนพูดอาจตายได้ ดังที่พระมหาอภิชาติต้องตายจากความเป็น พระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพราะต่อสู้ปกป้องพระพุทธศาสนา

แท้จริงพระมหาอภิชาติควรได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นวีรชนชาวพุทธ และควรได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบ เพราะรบจนกระทั่งถูกจับสึก ถือว่าตายจากความเป็นพระ แต่ท่านไม่มีใครดูแล

ทหารหาญตายในสนามรบ หรือขณะลาดตระเวนใน 3 จังหวัดภาคใต้ ได้รับการปูนบำเหน็จมากมายหลายขั้นจากรัฐบาล ช่วยคลายความทุกข์ของครอบครัวได้ระดับหนึ่ง แต่พระมหาอภิชาติตายเพราะสู้เพื่อพระพุทธศาสนา กลับไม่มีกลไกให้บำเหน็จความดีความชอบจากภาครัฐแม้แต่อัฐเดียว ดูเครื่องนุ่งห่มฆราวาส ก็เป็นเสื้อขาวกางเกงขาวราคาถูกๆ เท่านั้น เพราะไม่ได้เตรียมตัวสึกมาก่อน ตอนนี้เห็น ร.ท.ผศ.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย เคลื่อนไหวเพื่อขอพบตัวอดีตพระมหาอภิชาติ และจะตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้กล้าแห่งพระพุทธศาสนา ท่านนี้

เรื่องที่ก่อให้เกิดความวังเวง หนาว จับจิตอีกเรื่องหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับหัวกะทิ บางคนเป็นถึงอดีต ผู้อำนวยการ ถูกค้นบ้านหาหลักฐานการทุจริตเรียกเงินทอนจากวัดต่างๆ ทั้งวัดเล็กวัดน้อยเป็นเงินไม่น้อยกว่า 141 ล้านบาท จากโครงการช่วยวัด 3 ด้าน คือ การอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด 2.อุดหนุนส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ 3.งบอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม และแผนกบาลี ตั้งแต่ปี 2555-2560 รวม 23 วัด

พฤติกรรมแบบนี้เข้าข่ายทำลายความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ถ้าเรื่องที่ถูกกล่าวหาพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง เพราะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั้นเป็นองค์กรที่สนองงานพระสงฆ์ ทำงานบริหารกิจการพระพุทธศาสนาให้ขับเคลื่อน เพื่อสร้างคนดีมีศีลธรรมในชาติ แต่บุคลากรที่ขับเคลื่อน ศีลธรรมกลับเน่าในเสียเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธจะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะคนหน้าตาซื่อๆ อยู่องค์กรบ่มเพาะศีลธรรม ประพฤติชั่วอย่างไม่น่าให้อภัย วังเวงจับจิตนะท่าน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ