
ตปท.ลุยตราสารหนี้
ก.ย.เงินต่างชาติเข้าตราสารหนี้แสนล้านบาท 8 เดือน 18 วัน ต่างชาติเข้ามา 2.4 แสนล้าน ดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองแกร่ง
ก.ย.เงินต่างชาติเข้าตราสารหนี้แสนล้านบาท 8 เดือน 18 วัน ต่างชาติเข้ามา 2.4 แสนล้าน ดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองแกร่ง
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า เดือน ก.ย.เดือนเดียวเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยสูง เกือบ1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ 8 เดือนแรกไหลเข้ามา 1.4 แสนล้านบาท ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 18 ก.ย. 2560 เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยรวมแล้ว 2.4 แสนล้านบาท
ปัจจุบันมีมูลค่าลงทุนต่างชาติสะสมสุทธิในตราสารหนี้ไทยรวม 8.6 แสนล้านบาท ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าสถานะคงค้างของตลาดตราสารหนี้ทั้งหมด 9 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 10 % ของมูลค่าโดยรวม น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย
"เงินต่างชาติที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ไม่ใช้เงินร้อน เป็นการลงทุนในระยะกลางและระยะยาวเพราะมูลค่าโดยรวมของต่างชาติที่ 8.6 แสนล้านบาท 82 % เป็นการถือครองตราสารหนี้ระะยาวที่มีอายุมากกว่า 1 ปี ส่วนระยะสั้นคิดเป็นเพียง 18 % เท่านั้น" น.ส.อริยา กล่าว
น.ส.อริยา กล่าวอีกว่า ต่างชาติที่ยังซื้อตราสารหนี้ไทยเพราะมีกองทุนต่างประเทศ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญประเทศอื่น ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แม้ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 1 เดือน จะอยู่ที่ 1.1% แต่จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้สามารถทำกำไรได้ 2 ต่อ
สำหรับแนวโน้มเงินบาทยังแข็งค่า ต่อเนื่อง เพราะปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยเริ่มฟื้นตัว และที่สำคัญมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ระดับที่สูง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วย เพราะหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ตามที่ตลาดคาด
ทั้งนี้ ยังคาดว่าบริษัทเอกชนออกหุ้นกู้ปีนี้รวม 6 แสนล้านบาท เพราะมีเอกชนออกหุ้นกู้แล้ว 5.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ที่ออกหุ้นกู้รีไฟแนนซ์เงินกู้เพื่อซื้อกิจการก่อนหน้านี้
นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า สัญญาณเศรษฐกิจไทยภาคการผลิตที่แท้จริงมองว่าเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ในไตรมาส 2 ที่ตังเลขเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สูง 3.7% หรือสูงสุดในรอบ 4 ปี จากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวในระดับสูงสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวต่อเนื่ื่อง แต่ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการลงทุนภาคเอกชนที่พลิกมาขยายตัวครั้งแรกรอบ 4 ไตรมาส
ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐชะลอเนื่องจากได้เร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีก่อน ประกอบกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่าช้าส่งผลให้อุตสาหกรรมก่อสร้างพลิกมาหดตัว และเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อเนื่องถึงปีหน้า







