posttoday
วัฏจักรเศรษฐกิจและผลตอบแทนของสินทรัพย์

วัฏจักรเศรษฐกิจและผลตอบแทนของสินทรัพย์

27 กันยายน 2553

....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินนอกจากจะต้องพิจารณาข้อมูลอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว การคาดการณ์วัฏจักรเศรษฐกิจ รวมถึงอัตราดอกเบี้ย จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปรับพอร์ตลงทุน เนื่องจากในแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ สินทรัพย์ทางการเงินจะให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ขณะที่หุ้นในแต่ละหมวดธุรกิจก็ให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจด้วย

โดยธรรมชาติแล้ว เศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของวัฏจักร (Economic Cycle) กล่าวคือ เศรษฐกิจจะมีช่วงขยายตัวและชะลอตัวต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นสลับกันไปเรื่อยๆ

พูดง่ายๆ ว่า วัฏจักรเศรษฐกิจมีลักษณะ “ขึ้นๆ ลงๆ” คล้ายรูปภูเขา เมื่อเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จะเริ่มเข้าสู่ช่วง “ขาขึ้น” กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะขยายตัว คล้ายกับการวิ่งขึ้นสู่ยอดเขา ครั้นเมื่อเศรษฐกิจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว จะเริ่มเข้าสู่ช่วง “ขาลง” กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวหรือถึงขั้นหดตัว จนกระทั่งเมื่อเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่วัฏจักร “ขาขึ้น” รอบใหม่

วัฏจักรอัตราดอกเบี้ย มีหน้าตาคล้ายกับวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่จังหวะการขึ้นลง ไม่ได้ทาบเป็นเนื้อเดียวกัน น่าสังเกตว่า วัฏจักรเศรษฐกิจแตะจุดต่ำสุดก่อนอัตราดอกเบี้ย และถึงจุดสูงสุดก่อนเช่นกัน

ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากธนาคารกลางใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจ ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารกลางจะกดอัตราดอกเบี้ยลงเรื่อยๆ และคงไว้ในระดับต่ำนานพอที่จะทำให้แน่ใจว่า เศรษฐกิจได้หลุดออกจากภาวะตกต่ำและฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงค่อยๆ เริ่มขยับดอกเบี้ยขึ้น

ในทางกลับกัน ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวร้อนแรง จนแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแตะเบรกเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ธนาคารกลางอาจขยับดอกเบี้ยขึ้นอีกเล็กน้อยหรือตรึงดอกเบี้ยสูงอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่า จะดึงให้เศรษฐกิจชะลอตัว

คราวนี้ ลองใช้ทั้งวัฏจักรเศรษฐกิจและดอกเบี้ย หาจังหวะลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ

ช่วงแรก : ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวลงระยะหนึ่ง จะมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลือมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผลิตแล้วขายไม่ค่อยออก ก็จำเป็นต้องลดราคาสินค้า หรือตรึงราคาไว้ในระดับต่ำ แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นก็ตาม กำไรของบริษัททั่วไปจะไม่ค่อยดี ส่วนหนึ่งอาจถึงขั้นกำไรหดตัว ช่วงนี้เป็นช่วงที่หุ้นย่ำแย่

เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง จะเปิดทางให้ธนาคารกลางผ่อนคลายนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลง ภาวการณ์เช่นนี้ การลงทุนในพันธบัตรระยะยาวจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ขณะที่หุ้นกู้ระยะยาวแม้จะได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาลงเช่นกัน แต่จะเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการผิดนัดชำระหนี้

ช่วงที่ 2 : ช่วงเศรษฐกิจเพิ่งผ่านจุดต่ำสุดและกลับเข้าสู่ช่วงขยายตัวรอบใหม่ ช่วงนี้แรงกดดันเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลือตกค้างในระบบเศรษฐกิจสูง อัตราการว่างงานก็สูง ช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยอาจลดลงได้อีกเล็กน้อย จากนั้นจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำอีกระยะหนึ่ง เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวและอัตราดอกเบี้ยต่ำจะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัททั่วไป ช่วงนี้ การลงทุนในหุ้นสามัญโดยเฉพาะกลุ่มที่ผลประกอบการเหวี่ยงขึ้นตามเศรษฐกิจจะให้ผลตอบแทนดีที่สุด

ช่วงที่ 3 : ช่วงเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องและอัตราดอกเบี้ยวกกลับเป็นขาขึ้น เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ การใช้กำลังการผลิตในอัตราที่สูงขึ้นเป็นลำดับจะทำให้บริษัททั่วไปมีกำไรดีขึ้น แม้ดอกเบี้ยจะขยับขึ้นมาบ้าง แต่ผลประกอบการของบริษัททั่วไปยังคงดีขึ้นต่อเนื่อง ช่วงแรกของช่วงที่ 3 การลงทุนในหุ้นยังดีต่อเนื่อง ขณะที่พวกสินค้าโภคภัณฑ์จะค่อยๆ เริ่มเด่นขึ้น เพราะราคาสินค้าจะวิ่งขึ้นเร็วกว่าราคาวัตถุดิบ

ช่วงที่ 4 : ช่วงเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวแต่อัตราดอกเบี้ยยังขยับขึ้นเข้าหาจุดสูงสุด ช่วงนี้ เศรษฐกิจยังคงใช้กำลังการผลิตใกล้เต็มอัตรา แรงกดดันเงินเฟ้อยังสูง ดอกเบี้ยยังอาจขึ้นได้อีก ช่วงนี้ ควรพักเงินอยู่ในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ เพื่อรอเวลาให้อัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง จึงค่อยโยกเงินลงทุนเข้าหาพันธบัตรระยะยาว เพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ยสูงๆ ไว้

กรณีประเทศไทย หนึ่งรอบวัฏจักรเศรษฐกิจจะกินเวลาไม่เท่ากัน สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 12 ปี แบ่งเป็นช่วงขาขึ้นและช่วงขาลงเฉลี่ยช่วงละ 6 ปี น่าสังเกตว่า เศรษฐกิจยุคใหม่ผันผวนเร็วและแรง วัฏจักรจึงมีแนวโน้มสั้นลง

รอบก่อนหน้านี้ วัฏจักรเศรษฐกิจไทยแตะจุดต่ำสุดในปี 2541 จากนั้นค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ก่อนจะชะลอตัวลงอีกครั้งจากความเสี่ยงทางการเมือง “วังวนกีฬาสี” และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก่อนแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสแรกของปี 2552 จากนั้นค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ

ในช่วงแรกของการฟื้นตัวรอบนี้ นำโดยภาคส่งออกที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงโหนกระแสเศรษฐกิจเอเชียที่ขยายตัวได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น

ขณะที่ความต้องการจับจ่ายใช้สอยที่อัดอั้นไว้เป็นเวลาหลายปีถูกปลดปล่อยออกมา จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ ด้านการลงทุน มีความคืบหน้าในการผลักดันโครงการรถไฟฟ้าหลากสี ตลอดจนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มเดินหน้าอีกครั้งหลังปลดล็อกโครงการในมาบตาพุด ขณะที่ภาครัฐยังคงนโยบายการคลังขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องในปีหน้า

กล่าวได้ว่า วัฏจักรเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างน้อยอีก 23 ปีข้างหน้า แม้อัตราดอกเบี้ยจะเริ่มขยับขึ้นบ้าง แต่ยังคงต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของประเทศหลักยังทรงถูกตรึงให้อยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% อย่างน้อยจนถึงปลายปีหน้า และแรงกดดันจากบาทแข็ง จะทำให้อัตราดอกเบี้ยบ้านเรายังขึ้นได้ไม่มากนัก

สรุปได้ว่า วัฏจักรเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องอีก 23 ปี กำไรของบริษัททั่วไปจะโตตามไปด้วย ขณะที่สภาพคล่องทางการเงินยังอยู่ในระดับสูงมาก และมีแนวโน้มที่กระแสเงินทุนจะไหลเข้าเอเชียและไทยต่อเนื่อง สถานการณ์เช่นนี้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนในหุ้นสามัญ ขณะที่ต้องลดอายุเฉลี่ยของพันธบัตรและหุ้นกู้ลง

แม้ดัชนีหุ้นไทยจะวิ่งขึ้นมาเร็ว แต่เป็นไปได้สูงที่จะวิ่งทดสอบ 1,000 จุด ก่อนสิ้นปีนี้ ก่อนแกว่งขึ้นต่อ 1,150 จุด ในปีหน้า ทั้งนี้ความผันผวนระหว่างทางเป็นสิ่งที่คาดหมายได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ