
แบงก์รัฐอ่วม แก้หนี้นอกระบบ
กนกวรรณ บุญประเสริฐ ขณะนี้รัฐบาลกำลังจุดพลุเรื่องการแก้หนี้นอกระบบแบบบูรณาการและยั่งยืน ปลุกกระแสทำไปควบคู่กับการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมสัญจร เพื่อลงพื้นที่เข้าไปพบปะประชาชนเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังนำร่องลงพื้นที่ไปก่อนทำเรื่องแก้หนี้กับหน่วยงานระดับในหลายพื้นที่ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยลดการเหลื่อมล้ำในสังคม
กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ขณะนี้รัฐบาลกำลังจุดพลุเรื่องการแก้หนี้นอกระบบแบบบูรณาการและยั่งยืน ปลุกกระแสทำไปควบคู่กับการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมสัญจร เพื่อลงพื้นที่เข้าไปพบปะประชาชนเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังนำร่องลงพื้นที่ไปก่อนทำเรื่องแก้หนี้กับหน่วยงานระดับในหลายพื้นที่ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยลดการเหลื่อมล้ำในสังคม
โจทย์คือ ข้อมูลที่ได้จากการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐในปี 2560 ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ที่ลงทะเบียนแล้วแจ้งว่ามีปัญหาหนี้นอกระบบอยู่ 1.3 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดย สศค.ได้เก็บรวบรวมฐานข้อมูลลูกหนี้ไว้ และส่งต่อข้อมูลไปให้ยังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่กระทรวงการคลังได้สั่งให้ธนาคารทั้งสองแห่งแยกหน่วยงานแก้หนี้นอกระบบออกเป็นหน่วยงานพิเศษ และแยกบัญชีในโครงการดังกล่าวออกเป็นบัญชีพิเศษ
มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 21 ก.พ. 2560 มารองรับและเพื่อช่วยขับเคลื่อนโครงการนี้ให้คล่องตัวมากขึ้น คือ กำหนดให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพื่อแก้หนี้นอกระบบ 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นธนาคารออมสิน และ ธอส. ที่ละ 5,000 ล้านบาท เพื่อให้กู้สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนภายในครอบครัว โดยต้องไม่เป็นการกู้ไปปิดหนี้ในระบบก้อนเดิม ให้วงเงินให้สินเชื่อต่อรายไม่เกิน 5 หมื่นบาท สามารถยื่นขอสินเชื่อภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการ มีระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน หรือ 10% ต่อปี โดยใช้บุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน และ/หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบเรื่องให้รัฐบาลยอมชดเชยกรณีหนี้เสียที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินยอมปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
กำหนดอัตราการชดเชยเอ็นพีแอลให้กับออมสิน และ ธ.ก.ส. ในกรณีเกิดหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลไม่เกิน 25% รัฐบาลชดเชยให้ 100% ถ้าเอ็นพีแอล มากกว่า 25% แต่ไม่เกิน 37.5% รัฐบาลชดเชยให้ 70% และเอ็นพีแอลมากกว่า 37.5% แต่ไม่เกิน 50% รัฐบาลจะชดเชยให้ 50% คิดเป็นค่าเฉลี่ยทั้งหมดที่รัฐบาลจะชดเชยเมื่อเกิดเอ็นพีแอลไม่เกิน 40% ของวงเงินสินเชื่อรวม หรือไม่เกิน 4,000 ล้านบาท
จากเงื่อนไขการชดเชยความเสียหายดังกล่าว สะท้อนว่าหากธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. สามารถบริหารจัดการเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 25% ก็จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลถึง 100% ซึ่งกระทรวงการคลังแย้มว่าอาจจะมีการพิจารณาเรื่องการเพิ่มเงินชดเชยให้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกล้าปล่อยสินเชื่อให้กับแบงก์รัฐที่ปล่อยในโครงการนี้มากขึ้น
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินมีคนลงทะเบียนว่าเป็นหนี้นอกระบบราว 4.3 แสนราย ปัจจุบันมีการอนุมัติสินเชื่อไปแล้วกว่า 5 หมื่นราย คิดเป็นวงเงินกว่า 2,200 ล้านบาท และมีลูกหนี้ที่อยู่ในข่ายพิจารณาอนุมัติอีก 6 หมื่นราย ทำให้มียอดปล่อยกู้รวมได้ถึงเป้าหมาย 5,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ และหลังจากปล่อยกู้หมดตามวงเงินที่กำหนดแล้ว ทางกระทรวงการคลังจะทำการประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่า ลูกหนี้มีคุณภาพอย่างไร และจำเป็นต้องขยายวงเงินเพิ่มอีกหรือไม่
ด้าน สมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ทำโครงการแก้หนี้นอกระบบมาอย่างต่อเนื่อง มีการปล่อย สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีหนี้นอกระบบประมาณ 6.2 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ราว 3 หมื่นล้านบาท
และเพื่อรองรับยุทธศาสตร์การแก้หนี้นอกระบบเป็นศูนย์ครั้งนี้ ธ.ก.ส.ออกแพ็กเกจรับลูกการปล่อยสินเชื่อแก้หนี้นอกระบบ 3 โครงการ ได้แก่ สินเชื่อชำระหนี้นอกระบบเข้าอยู่ในระบบ วงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 4,000 ล้านบาท ช่วยเกษตรกรได้ 5 หมื่นราย สินเชื่อสำหรับลูกหนี้นอกระบบที่ต้องการใช้เงินฉุกเฉินเพื่อดำรงชีพ หลังปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบแล้ววงเงินรวม 5,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.5-0.85% ต่อเดือน ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 3,000 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรได้ 7 หมื่นราย
นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมอาชีพการฝึกอบรมให้กับเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท จะเริ่มปล่อยสินเชื่อได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ คิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 7% ต่อปี โดยยืนยันว่า ธ.ก.ส.พร้อมช่วยเกษตรกรที่เป็นหนี้นอกระบบทุกรายอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การชดเชยความเสียหายให้กับแบงก์รัฐ จะมีผลต่อภาระเงินชดเชยของรัฐบาลหรือไม่ เพราะถ้าแบงก์รัฐควบคุมคุณภาพลูกหนี้ไม่ให้เกิดหนี้เสียเกิน 25% ได้ ก็จะได้รับเงินชดเชยถึง 100% แต่ถ้าบริหารไม่ดีมีหนี้เสียมากกว่า 37.5% แต่ไม่เกิน 50% รัฐบาลจะชดเชยให้ 50% แต่ไม่ว่าจะชดเชยเท่าไรก็ถือว่ามีการชดเชยที่ค่อนข้างสูง
เพราะถ้าหนี้ที่ปล่อยกู้ไป 1 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้เสีย 50% ก็เท่ากับรัฐบาลจะต้องตั้งเงินงบประมาณถึง 5,000 ล้านบาท เพื่อมาชดเชยความเสียหาย และกรณีที่มีข้อจำกัดทางงบประมาณอาจทำให้การเบิกจ่ายล่าช้า จะกลายเป็นภาระที่แบงก์รัฐต้องรอการตั้งบประมาณชดใช้แบบรายปี เหมือนโครงการประชานิยมที่ผ่านมาหรือไม่
ที่สำคัญกว่านั้น หากมีลูกหนี้ที่รู้ว่ารัฐบาลมีการตั้งงบชดเชยความเสียหาย จะเป็นแรงจูงใจให้คนเหล่านั้นผิดนัดชำระหนี้ หรือพากันชักดาบหรือไม่ ดังนั้นการแก้หนี้นอกระบบครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสำคัญ และน่าจะเป็นการปลดหนี้นอกระบบครั้งสุดท้าย และไม่ควรมีการออกโครงการเช่นนี้บ่อยๆ เพราะอาจเป็นดาบสองคมให้คนขาดวินัยทางการเงินก่อหนี้ไว้รอให้รัฐบาลมาล้างหนี้ได้อีก n







