
‘อังค์ถัด’ มอง เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น
ปิยนุช ผิวเหลืองจากรายงานการค้าและการพัฒนาประจำปี 2560 ของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด เรียบเรียงโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ ITD เผยว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการกระจายความเจริญ โดยเฉพาะพื้นที่ประเทศกำลังพัฒนา
ปิยนุช ผิวเหลือง
จากรายงานการค้าและการพัฒนาประจำปี 2560 ของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด เรียบเรียงโดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา หรือ ITD เผยว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการกระจายความเจริญ โดยเฉพาะพื้นที่ประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ อังค์ถัด ระบุว่า การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังเป็นการฟื้นตัวที่ไม่ เข้มแข็ง ประกอบกับความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนโลกยังจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยในช่วงปี 2560 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขยับเป็นบวกตามวัฏจักรของเศรษฐกิจในยุโรปและญี่ปุ่น แต่ยังถือว่าเปราะบางเนื่องจากปลายปี 2560 เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาชะลอตัวต่อเนื่องจนถึงต้นปีนี้
ในส่วนของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก พบว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังดำเนินไปต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4.9% ในปี 2559 และคาดว่ายังเติบโต 5% ในปี 2560 นี้ โดยเศรษฐกิจของภูมิภาคขึ้นอยู่กับจีนและอินเดียเป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยแม้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสองประเทศจะเป็นไปได้ดี แต่ถือว่าเป็นอัตราที่ช้าลงเมื่อเปรียบเทียบกับ ช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนของ จีนรัฐบาลริเริ่มมาตรการควบคุมระดับหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการหดตัวของอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่อินเดียต้องปรับโครงสร้างระบบการคลังที่กำลังเผชิญปัญหาทรัพย์สินด้อยคุณภาพ
ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเป็นการฟื้นตัวจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่ยาวนาน สำหรับภูมิภาคอื่น เช่น ภูมิภาคแอฟริกาได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันที่ลดลง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคลดลง จาก 3% เหลือ 1.5% ในปี 2559 มีแค่แอฟริกาตะวันออกที่ยังเติบโตสูงกว่า 5% ด้านแอฟริกาใต้เติบโตเพียง 0.3% และอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและการค้าชะลอตัวอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ การลงทุนระยะยาวน่าจะ เป็นแนวทางกระตุ้นให้อุปสงค์ของโลก ฟื้นตัว ด้วยมาตรการที่เหมาะสม ได้แก่ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ (Marshall Plan) ของประเทศเยอรมนี ที่มุ่งสนับสนุนการขยายการลงทุนภาคเอกชนในแอฟริกา และการลงทุนวันเบลต์วันโรดของจีน นอกเหนือจากนี้สิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจและบ่งชี้ทิศทางการพัฒนาการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนในอนาคต คือ การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงวิวัฒนาการยุคสมัยใหม่คือดิจิทัล ส่งเสริมศักยภาพ ของระบบดิจิทัลอย่างเร่งรัด ควบคู่ กับการใช้นโยบายทางการคลังอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดี การก้าวต่อไปข้างหน้าของเศรษฐกิจโลก ต้องก้าวสู่ข้อตกลง ใหม่ (New Deal) ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งความท้าทาย 3 ประการที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องดำเนินเชิงนโยบายและก้าวข้าม ให้ได้ ประกอบด้วย ความเหลื่อมล้ำ แรงกดดันด้านการเปลี่ยนแปลงประชากร และปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนา ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำนี้ ภาครัฐต้องกระจายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ รวมถึงภาคเอกชนต้องคำนึงถึงมิติทางสังคมมากขึ้น
นอกจากนี้ การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่ง ตามเอกสารการศึกษาของไอทีดี ระบุว่า กลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ได้นำร่องแนวคิดนี้เป็นประเทศแรกๆ โดยสิงคโปร์มีนโยบายส่งเสริมการแข่งขันและฝึกอบรม เพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่พัฒนาศักยภาพ ด้านการประกอบการสังคม ไทยมีการจัดทำแผนแม่บท และจัดการแข่งขันรวมถึงสนับสนุนการลงทุน ด้านมาเลเซียกำหนดให้การประกอบการสังคมเป็นกลยุทธ์ใหม่ของรัฐบาลในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ







