posttoday
เตะหมูเข้าปากหมา

เตะหมูเข้าปากหมา

19 กันยายน 2560

อรุณ จิรชวาลาอาชีพหลักของผมอยู่ในวงการเงินจึงมีโอกาสคุยกับคนมากหน้าหลายตาในวงการนี้ ช่วงหลังผมพอจะจับความรู้สึกของเจ้าของกิจการปล่อยกู้ให้รายย่อยได้ จากทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียง ว่าเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจและหยิ่งผยองในความสำเร็จ

อรุณ จิรชวาลา

อาชีพหลักของผมอยู่ในวงการเงินจึงมีโอกาสคุยกับคนมากหน้าหลายตาในวงการนี้ ช่วงหลังผมพอจะจับความรู้สึกของเจ้าของกิจการปล่อยกู้ให้รายย่อยได้ จากทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียง ว่าเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจและหยิ่งผยองในความสำเร็จ

ธุรกิจของเขาเหล่านี้กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ทิ้งห่างเศรษฐกิจของประเทศที่เกือบจะเรียกได้ว่าย่ำอยู่กับที่ เครือข่ายสาขาของเขาขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ผลประกอบการสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและราคาหุ้นพุ่งสูงลิ่ว ทะลุยอดดอยครั้งแล้วครั้งเล่า กระเป๋าของเขาตุงเต็มไปด้วยเงินสดจากการแบ่งขายทำกำไรจากหุ้นบางส่วน หุ้นที่เหลือมีมูลค่าตลาดมหาศาลเกินทุกความคาดหวังที่เขาเคยมีในอดีต

หลายคนอาจบอกว่าผมอิจฉาเขา แต่ผมเชื่อว่าผมเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติมากกว่า เพราะในเชิงมหภาค มันสะท้อนการทุ่มเททรัพยากรของประเทศให้กับการบริโภค ผ่านการเป็นหนี้เป็นสินรุงรังของผู้กู้รายย่อยที่ทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะทำให้เหลือทรัพยากรสำหรับการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตน้อยลงแล้ว ยังจะทำให้เกิดปัญหาสังคมในระยะยาวอีกด้วย กล่าวคือคนจำนวนมากจะไม่มีเงินออมสำหรับใช้จ่ายในวัยเกษียณ กลายเป็นภาระของลูกหลาน รัฐบาล และสังคม

ก่อนหน้านี้หลายปีในทางปฏิบัตินโยบายของภาครัฐไม่ได้ส่งเสริมการปล่อยกู้ให้รายย่อย กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์จำกัดเพดานดอกเบี้ยไว้ที่ 15% ทำให้การปล่อยกู้ให้รายย่อยไม่คุ้มค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง ต่างจากในช่วงหลัง ซึ่งนอกจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการปล่อยกู้ให้รายย่อยแล้ว เพดานดอกเบี้ยยังถูกยกหรือถูกผ่อนปรนให้ผู้ให้กู้สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ในอัตราที่สูงขึ้น นอกจากนี้ หากมีการผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ต้องมีการติดตามทวงถาม ผู้ให้กู้สามารถผ่านต่อค่าใช้จ่ายไปให้ผู้กู้ได้ โดยการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาทำหน้าที่ติดตามหนี้ แล้วว่าจ้างบริษัทลูกให้ไปดำเนินการแทน

หลายเดือนก่อนธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ประกาศมาตรการจำกัดวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย และต่อมากระทรวงการคลังได้ร้องขอให้ระบบสถาบันการเงินลดดอกเบี้ยให้กับผู้กู้รายย่อย ทำให้หลายธนาคารประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเอ็มอาร์อาร์ลง

มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการ ที่ดี แต่น่าเสียดายที่คงมีผลกระทบค่อนข้างน้อย เพราะจำนวนสถาบันที่เกี่ยวข้องมีน้อย มีเพียงกลุ่มธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ในขณะที่ยังมีกลุ่มธนาคารของรัฐกับกลุ่มนันแบงก์อีกเป็นจำนวนมาก ในทางตรงข้าม การห้ามเฉพาะธนาคารพาณิชย์โดยไม่ห้ามผู้ประกอบการรายอื่นๆ ยังเป็นการช่วยตัดกำลังคู่แข่ง หรือที่เรียกกันว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหมานั่นเอง ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบธุรกิจให้กู้กับรายย่อยที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์จึงกระหยิ่มยิ้มย่องไปตามๆ กัน ดังที่ผมได้กล่าวถึง ในตอนต้น

ปัจจุบันเพดานดอกเบี้ยที่ 15% ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยัง ไม่ถูกยกเลิก แต่แทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ ผู้ให้กู้บางรายยังอ้างอิงอัตรานี้อยู่ แต่บวกค่าธรรมเนียมและค่าใช้ จ่ายอื่นๆ เข้าไปเป็นจำนวนมาก จนต้นทุนสุทธิของผู้กู้ในความเป็นจริงสูงกว่าอัตรานี้มาก โดยไม่มีหน่วยงานภาครัฐใดๆ คอยสอดส่องดูแลไม่ให้ผู้กู้ถูกเอาเปรียบ

สำหรับสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. มีเพดานกำกับไว้ที่ 28% แต่ในทางปฏิบัติมีการจัดตั้งบริษัทลูกติดตามหนี้ เพื่อให้สามารถคิดค่าใช้จ่ายจากผู้กู้มากขึ้น ทำให้ต้นทุนสุทธิของผู้กู้สูงเกิน 28% นอกจากนี้ เท่าที่ทราบ ธปท. ในระยะหลังได้อนุญาตให้บางสถาบันการเงินในการกำกับดูแลสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น โดยใช้เกณฑ์เดียวกับนาโนไฟแนนซ์ของกระทรวงการคลัง ที่ 36% ด้วย

ส่วนกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์แทบจะไม่ต้องพูดถึง นอกจากจะเรียกเก็บโดยตรงได้ถึง 36% แล้ว ยังสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นจำนวนมาก

ที่น่าเป็นห่วงอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มธนาคารของรัฐ ที่รัฐบาลค้ำประกันเงินฝากให้โดยแทบจะไม่มีการกำกับดูแล กลุ่มนี้ในระยะหลังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว เพราะต้นทุนในการระดมเงินฝากต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์เอกชน เมื่อมีเงินฝากเพิ่มขึ้นก็ใช้ไปในการขยายธุรกิจสินเชื่อเพื่อการบริโภคของรายย่อย ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนต่างดอกเบี้ยสูง สามารถนำมาชดเชยหรือปกปิดความไร้ประสิทธิภาพด้านอื่น

ผมรู้สึกอึดอัดกับการเติบโตแบบไร้ขอบเขตและไร้การกำกับดูแลที่ดีจากภาครัฐของธุรกิจให้กู้กับรายย่อย จึงอยากจะแนะนำรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้

หนึ่ง อยากให้ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจ เลิกคิดว่าการอัดฉีดรากหญ้าเป็นคำตอบในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืน เพราะถ้าเป็นจริงเศรษฐกิจไทยคงไปโลดนานแล้ว ทุกรัฐบาลตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมาจากขั้วไหน ต่างก็ใช้นโยบายอัดฉีดรากหญ้าด้วยกันทั้งสิ้น ผลก็คือการลงทุนเพื่อสร้างผลผลิตไม่ได้รับการเหลียวแล กลายเป็นเรื่องตามยถากรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ในที่สุดการส่งออกก็ตกต่ำและเศรษฐกิจย่ำ อยู่กับที่ ในขณะที่เพื่อนบ้านที่เคย ล้าหลังเรา ต่างเร่งเครื่องไล่ตาม หรือ แซงหน้าเราไป

สอง เปลี่ยนนโยบายธุรกิจของกลุ่มธนาคารของรัฐ ให้เลิกให้สินเชื่อเพื่อการบริโภค ให้ทำเฉพาะภารกิจที่ระบุไว้ตอนก่อตั้ง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ก็ให้สินเชื่อเฉพาะเพื่อการเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ก็ให้เฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็ให้เฉพาะสินเชื่อเพื่อการลงทุนของรายกลางและรายย่อย ส่วนธนาคารออมสิน ก็เน้นเฉพาะเรื่องการออมของเด็ก และส่งผ่านเงินออมที่ระดมได้ทั้งหมดไปในการสนับสนุนงบประมาณของภาครัฐ

หากเป็นไปได้ให้โอนกลุ่มธนาคารของรัฐ รวมทั้งกลุ่มนาโนไฟแนนซ์ให้ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

สาม ให้มีหน่วยงานภาครัฐที่คุ้มครองผู้กู้รายย่อยไม่ให้ถูกเอาเปรียบ เช่น อาจมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. โดยอาจให้ สคบ.เปิดแผนกใหม่เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ต้องเลิกหลอกประชาชนในทางอ้อมว่าปัจจุบันภาครัฐได้ดูแลให้เกิดความยุติธรรมอยู่แล้ว รวมทั้งต้องเลิกแนวคิดที่ว่าสัญญาเงินกู้เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย จึงเหมาะสมแล้ว เพราะในความเป็นจริงอำนาจต่อรองของทั้งสองฝ่ายห่างกันมาก ไม่เพียงแต่ไม่เท่าเทียมเท่านั้น แต่ยังทำให้ขาดความเป็นธรรมด้วย

สี่ อยากให้ลดเพดานดอกเบี้ยลงเหลือเพดานเดียว โดยให้ทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท. เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างเคร่งครัด ให้เพดานที่แท้จริงอยู่ที่ 15% นั่นก็คือดอกเบี้ย บวกค่าธรรมเนียม บวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ ผู้กู้ต้องแบกรับ รวมกันแล้วต้องไม่เกินอัตรา 15% ต่อปี

นอกจากนี้ ให้ระบุวัตถุประสงค์ของการกู้ยืมของรายย่อยให้เป็นเพื่อการลงทุนหรือเพื่อส่งเสริมอาชีพเท่านั้น หากถูกนำไปใช้เพื่อการบริโภค ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครอง n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ