posttoday
เลือกเพื่ออนาคตไทย

เลือกเพื่ออนาคตไทย

12 กันยายน 2560

นับเป็นความท้าทายของรัฐอย่างยิ่งในการที่จะเลือกทิศทางการลงทุนของประเทศไทย ให้มียุทธศาสตร์ที่ถูกทิศทางในอนาคตที่โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป หากมีการเลือกอย่างมีวิสัยทัศน์เชื่อแน่ว่าประเทศไทยจะอยู่ในสปอตไลต์ของชาวโลก และสามารถก้าวพ้นประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางสำเร็จ

นับเป็นความท้าทายของรัฐอย่างยิ่งในการที่จะเลือกทิศทางการลงทุนของประเทศไทย ให้มียุทธศาสตร์ที่ถูกทิศทางในอนาคตที่โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป หากมีการเลือกอย่างมีวิสัยทัศน์เชื่อแน่ว่าประเทศไทยจะอยู่ในสปอตไลต์ของชาวโลก และสามารถก้าวพ้นประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางสำเร็จ

เห็นได้จากสัญญาณบวกการลงทุนของหลายประเทศทั่วโลก มีประเทศไทยเข้าไปเป็นหนึ่งในหลายประเทศเป้าหมายมากขึ้น และยิ่งช่วงนี้ประเทศที่ลงทุนในไทยรายใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มทุนญี่ปุ่นทางกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น หรือเมติ ได้นำทัพนักลงทุนเกือบ 600 บริษัทเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในไทยด้วยตนเอง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งแต่ละบริษัทสนใจจะลงทุนทั้งขยายอุตสาหกรรมเดิมและโครงการใหม่ๆ เช่น ระบบรางเชื่อมตะวันออก-ตะวันตกโยงไปถึงญี่ปุ่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา

นอกจากนั้น หลังจากนี้กลุ่มทุนรัสเซียเตรียมจะเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในโครงการอีอีซี จากที่ก่อนหน้านั้นประเทศที่ลงทุนใหญ่ไปทั่วโลกอย่างประเทศจีน ก็เลือกเชิญไทยไปร่วมประชุมบริคส์พลัส (BRICS Plus) เมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยการประชุมบริคส์พลัสสมาชิก 5 ประเทศ B-บราซิล R-รัสเซีย I-อินเดีย C-จีน และ S-แอฟริกาใต้ จะเชิญประเทศที่พลัสเข้าร่วมประชุมได้หนึ่งประเทศ ซึ่งจีนได้เชิญไทย ส่วนประเทศพลัสอื่น คือ อียิปต์ ทาจิกิสถาน เม็กซิโก และกินี

รวมทั้งล่าสุดผลสำรวจของหอการค้าอเมริกันในสิงคโปร์ พบว่าเอกชนสหรัฐต้องการให้มีการทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระดับทวิภาคีกับเวียดนาม 56% อินโดนีเซีย 50% และอันดับสาม คือ ไทย 46% โดย 49% ของเอกชนสหรัฐกังวลการถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ของสหรัฐ จะส่งผลให้คู่ค้าในไทยหันไปกระชับสัมพันธ์การค้ากับจีนเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการลงทุน ผลสำรวจระบุว่าเอกชนสหรัฐพอใจปัจจัยแวดล้อมประกอบธุรกิจในไทยมากขึ้น คือด้านเสถียรภาพของรัฐบาลเพิ่มถึง 30% ด้านการให้แรงจูงใจจากรัฐบาลในการดึงธุรกิจเข้าไปลงทุนเพิ่ม 21% เอกชนสหรัฐ 69% คาดผลกำไรปีหน้า 2018 จากการประกอบธุรกิจในไทยจะเพิ่ม พร้อม 38% คาดนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจและอุตสาหกรรม

จากภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่าไทยนับว่ายังอยู่ในเรดาร์การลงทุนของหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับฝีมือบริหารของรัฐว่าจะเลือกทิศทางการลงทุนให้มียุทธศาสตร์สร้างความได้เปรียบและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเป็นพื้นฐานให้ไทยได้ในระยะยาวแค่ไหน

อีกทั้งยิ่งจะเป็นเรื่องดีหากรัฐนำเสียงสะท้อนจากนักลงทุน เช่น หอการค้าอเมริกันในสิงคโปร์ กังวลเรื่องไทยยังกำกับดูและบังคับใช้กฎหมายไม่ชัดเจน การมีความร่วมมือด้านการกำกับดูแลในระดับภูมิภาคยังขาด และผลสำรวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ที่บอกว่าไทยยังคลุมเครือในการมุ่งสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง การเดินหน้าประเทศไทย 4.0 การพัฒนาคน ความร่วมมือวิจัยพัฒนา หรือ อาร์แอนด์ดี การร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาปรับปรุง

หากรัฐทำได้รอบด้าน เชื่อแน่ว่าประเทศไทยจะกลับมาโชติช่วง อีกครั้ง n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ