posttoday
หนี้ครัวเรือนไทยยังสูง

หนี้ครัวเรือนไทยยังสูง

10 กันยายน 2560

ชลลดา อิงศรีสว่างปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้การบริโภคเอกชนไม่สามารถขยับเพิ่มขึ้นมาเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจได้ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมจะดูดีขึ้นทั้งการส่งออก การลงทุนภาครัฐ ขาดแต่การลงทุนเอกชน และการบริโภค ที่ยังไม่มากพอจะเป็นแรงส่งให้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

ชลลดา อิงศรีสว่าง

ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้การบริโภคเอกชนไม่สามารถขยับเพิ่มขึ้นมาเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจได้ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมจะดูดีขึ้นทั้งการส่งออก การลงทุนภาครัฐ ขาดแต่การลงทุนเอกชน และการบริโภค ที่ยังไม่มากพอจะเป็นแรงส่งให้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

เชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในขณะนี้ลดลงโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทยล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 1/2560 ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 11.48 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 3.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพีที่ปรับลดลงเป็นไตรมาส 5 ติดต่อกันตามความคาดหมาย ที่ระดับ 78.6% ต่อจีดีพี เทียบกับระดับ 79.8% ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2559

แต่การลดลงของหนี้ครัวเรือนนี้ เชาว์ระบุว่า ไม่น่าดีใจเพราะเป็นการชะลอลง จากปัจจัยการหดตัวของ สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคทั้งสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจในช่วงไตรมาส 1/2560 ตามการชำระคืนของครัวเรือนในช่วงต้นปี รวมทั้งการชะลอลงของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หลังอุปสงค์ในตลาดที่อยู่อาศัยถูกจำกัดด้วยราคาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และนโยบายเครดิตที่คงความระมัดระวังต่อเนื่องของสถาบันการเงินเพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสีย

แต่ยังมีความย้อนแย้งของหนี้ครัวเรือน ในขณะที่หนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ลดลง แต่มูลหนี้ต่อครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นโดย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า แรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน ส่วนใหญ่ 97% ยังคงมีภาระหนี้สินอยู่ และ 62.6% ไม่มีการเก็บออม โดยมีภาระหนี้สินเฉลี่ยอยู่ที่ 131,479.89 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.4% สูงสุดรอบ 8 ปี ส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมเงินมาซื้อสินค้าคงทนถาวร เช่น ยานพาหนะ บ้าน รองลงมาเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ภาพความไม่ชัดเจนของหนี้ครัวเรือนที่ในภาพรวมดูดี แต่ในระดับครัวเรือนยังไม่ได้ลดลง เป็นสิ่งที่น่าค้นหาว่าไส้ในของหนี้ครัวเรือนไทยเป็นอย่างไร

เรื่องนี้ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (สศป.) ได้ออกรายงานผลงานวิจัยเรื่อง "X-Ray พฤติกรรมการกู้ของคนไทยผ่าน Big Data ของเครดิตบูโร" โดยเป็นการวิจัยจากข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทยจากข้อมูลของเครดิตบูโร ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงเดือน ก.ค. 2559 พบว่าพฤติกรรมการกู้เงินของคนไทยมีหนี้ในทุกช่วงอายุ

งานวิจัยพบว่า คนไทยจำนวน 60% ของผู้กู้ที่เป็นผู้กู้อายุน้อยคือ ต่ำกว่า 25 ปี และผู้กู้ในกลุ่มสูงอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป จะมีสินเชื่อเพียง 1 สัญญา ขณะที่ผู้กู้ 60% ของวัยทำงานของผู้กู้วัยทำงานจะมีสินเชื่อหลายสัญญาและหลายสถาบันการเงิน โดย 20% ของจำนวนนี้มีสินเชื่อมากกว่า 5 สัญญา ในหลายสถาบันการเงิน และมีจำนวน 10% ที่ใช้สินเชื่อมากกว่า 5 สัญญา จากมากกว่า 5 สถาบันการเงิน

ทั้งนี้ คนที่มีหนี้หลายสัญญา เป็นคนกู้ในกลุ่มอายุ 35-45 ปี และเป็นกลุ่มที่ต้องจับตามากที่สุด ขณะที่พื้นที่ที่คนเข้าถึงสินเชื่อมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีมากกว่า 60% ขณะที่ภาคอื่นมีสัดส่วนคนที่มีสินเชื่อทั้งสิ้น 40% โดยชุมชนเมืองมีคนที่มีหนี้หลายสัญญามากกว่าในชนบท

ผู้กู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี จะมีสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรถยนต์ จักรยานยนต์ บัตรเครดิต เป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับหนี้ที่มีทั้งหมด เพราะสินเชื่อเหล่านี้เป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย ขณะที่คนที่มีอายุมากขึ้น สินเชื่อบ้านจะเริ่มเพิ่มมากขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อบ้านจะสูงสุดอยู่ที่ 10% ของหนี้ อยู่ในอายุ 35-45 ปี ขณะที่ผู้กู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี จะกลับมากู้สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีหนี้จากทำธุรกิจที่ต้องชำระต่อเนื่องด้วย

เมื่อเจาะไปถึงคนที่มีสินเชื่อเพียงประเภทเดียว ซึ่งมี 58% ของคนเป็นหนี้รวม สินเชื่อที่สูงที่สุด 18% คือ สินเชื่อรถยนต์ และจักรยานยนต์ และที่น่าเป็นห่วงคือ มีจำนวนคนที่เป็นหนี้เสียสูงถึง 24% ของคนกู้ทั้งหมด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการรถคันแรกที่กระตุ้นให้ผู้กู้ที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ตลาดรถยนต์

ผลการวิจัยสรุปว่า สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล เป็นสินเชื่อที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุดถึง 70% และมีจำนวนคนที่เป็นหนี้เสียสูงถึง 15% แตกต่างจากสินเชื่อบ้านที่มีคนเป็นหนี้เสียเพียง 7-14% ขณะที่ผู้มีบัตรเครดิต 1 ใบ กับสถาบันการเงินเพียงแห่งเดียวมีโอกาสที่จะเป็นหนี้เสียมากที่สุด ขณะที่พิจารณาตามอายุคน ในวัยทำงาน 25-45 ปี เป็นหนี้เสียบัตรเครดิตมากที่สุด ส่วนสินเชื่อบุคคลพบว่า ผู้กู้มากกว่าครึ่งหนึ่งมีสินเชื่อบุคคลเพียง 1 สัญญา แต่คนที่เป็นหนี้เสียสินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีสินเชื่อหลายสัญญาและหลายสถาบันการเงิน การใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นการซื้อสินค้ากลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรศัพท์มือถือราคาแพง แว่นตา นาฬิกา เป็นต้น

งานวิจัยดังกล่าวนี้ ธปท.ได้นำมาใช้ในการกำหนดนโยบายสกัดหนี้ครัวเรือน ซึ่งได้มีมาตรการชุดแรกออกมาแล้วคือ การจำกัดการถือครองบัตรเครดิต 3 ใบ สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/เดือน การให้ก่อหนี้ได้ไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือนที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อเดือน ก.ย. 2560

อัจจนา ล่ำซำ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สศป. กล่าวว่า งานวิจัยครั้งนี้ยังพบพฤติกรรมการกู้ที่น่าจับตามองและให้ความสำคัญ เนื่องจากสัดส่วนหนี้เสียสูง คือ กลุ่มผู้กู้สินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ เพราะมีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 24% ของผู้กู้ทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการรถคันแรกที่กระตุ้นให้ผู้กู้ที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ตลาดรถยนต์บวกกับผู้กู้สินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์มีรายได้ที่ไม่แน่นอนเพราะรายได้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าเกษตร ซึ่งแตกต่างตามภูมิภาค ประกอบกับสินเชื่อมอเตอร์ไซค์เงินดาวน์ต่ำทำให้เมื่อไม่มีเงินผ่อนผู้กู้ก็ยอมทิ้งรถซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของสินเชื่อมอเตอร์ไซค์

"แต่ภาพการเป็นหนี้เสียสูงของ ผู้กู้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์อาจจะไม่น่าห่วงนักเนื่องจากจำนวนผู้กู้มีสัดส่วนน้อยกว่าสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจึงอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมาดูแลเป็นพิเศษ" อัจจนา กล่าว

การใช้สินเชื่อบ้านของคนไทยยังมีสัดส่วนที่ต่ำเพียง 13% ของผู้กู้ทั้งหมด แต่มีปริมาณหนี้ถึง 47% ของหนี้ทั้งหมด แต่มีสัดส่วนการเกิดหนี้เสียต่ำประมาณ 7-14% ทำให้ไม่น่าห่วงแต่การเข้าถึงสินเชื่อบ้านที่น้อยอาจสะท้อนว่า สินเชื่อยังกระจุกตัวคงไม่ถึงขั้นต้องออกมาตรการมากระตุ้นการเข้าถึงสินเชื่อบ้านมากขึ้น

ผลจากงานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า สามารถเข้าใจสถานการณ์หนี้ครัวเรือนได้มากขึ้นผ่านพฤติกรรมการกู้รายคน สามารถช่วยให้ผู้ดําเนินนโยบายมีความเข้าใจถึงสถานการณ์และสามารถออกแบบนโยบายที่ตรงจุด และอาจจะทำให้ ธปท.พิจารณาออกมาตรการอื่นๆ เพิ่มหากเห็นว่าเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจได้

หากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังคงถ่วงเศรษฐกิจอยู่นี้ คาดว่าคงจะได้เห็นมาตรการชุดนี้เพื่อดูแลหนี้จาก ธปท.ภาค 2 อีกในไม่ช้าก็ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค