
โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง สู่การส่งออกเอเชีย
"แม้การส่งออกเอเชียจะค่อยๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การค้าโลกอาจจะไม่สามารถกลับมาขยายตัวในอัตราที่สูงดังช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลกได้อีก
โดย มทนี สาตราภัยธนาคารแห่งประเทศไทย
"แม้การส่งออกเอเชียจะค่อยๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การค้าโลกอาจจะไม่สามารถกลับมาขยายตัวในอัตราที่สูงดังช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลกได้อีก โดยมีสาเหตุสำคัญจากโครงสร้างการค้าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง"
เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกขยายตัวได้ในทิศทางที่ชะลอลงตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกในปี 2551 เป็นต้นมา แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากปัจจัยเชิงวัฏจักร ของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการค้าโลกเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว ทั้งจาก (1) บริบทใหม่ของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าในอดีต
(2) ห่วงโซ่มูลค่าโลกที่เปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาขีดความสามารถของจีน ประกอบกับการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศของกลุ่ม AEs และ (3) การกีดกันทางการค้าที่ยังมีอยู่สูง ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ล้วนส่งผลให้การค้าโลกอาจไม่สามารถเติบโตได้สูงดังเช่นในอดีต
นอกจากนี้ แนวนโยบายกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในอนาคตที่อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงลักษณะของห่วงโซ่อุปทานของโลก เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวของการค้าโลก
มองไปข้างหน้าแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว กอปรกับมีแรงสนับสนุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่และแนวนโยบายกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
อีกทั้งยังมีความก้าวหน้าทางด้าน เทคโนโลยีในอนาคตที่อาจเข้ามาเปลี่ยน แปลงลักษณะของห่วงโซ่อุปทาน ของโลก ล้วนจะยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการขยายตัวของการค้าโลกที่ไม่อาจ มองข้ามได้ในระยะต่อไป
ผลกระทบต่อการส่งออกเอเชียและมุมมองการค้าโลกในระยะต่อไป
ในปี 2558 หลายประเทศในเอเชียประสบกับปัญหาการส่งออกหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าสำคัญที่อ่อนแอ ทั้งเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและเศรษฐกิจกลุ่มประเทศหลักที่ฟื้นตัวช้า
ประกอบกับวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกตกต่ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเชิงวัฏจักรแล้ว ยังเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปนับตั้งแต่เหตุการณ์ GFC ในปี 2551 ที่ทำให้อัตราการขยายตัวของปริมาณการค้าชะลอลงกว่าในอดีต ทั้งจากจีนและเศรษฐกิจกลุ่มประเทศหลักมีแนวโน้มจะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ผ่านมา
กอปรกับห่วงโซ่มูลค่าโลกที่เปลี่ยน แปลงไปจากความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ จีนและความนิยมในแบรนด์จีน โดยเฉพาะในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ ห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียสั้นลง และบางประเทศต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับจีน
อีกทั้งกระแสการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วต่างก็บั่นทอนปริมาณการค้าระหว่างประเทศของภูมิภาคเอเชียในฐานะที่เอเชียเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลก
นอกจากนี้ หลายประเทศในเอเชียเริ่มประสบกับปัญหาประชากรสูงอายุที่รุนแรงขึ้น อาทิ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทย อาจส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปจากกำลังแรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลง
ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ของการค้าโลกทยอยคลี่คลายลงตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2559 เป็นต้นมา โดยการส่งออกของเอเชียค่อยๆ ปรับดีขึ้นอย่าง Broad-Based ตามแรงหนุนของปัจจัยการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาเชื่อมต่อกันโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือเซ็นเซอร์ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งครอบคลุมอุปกรณ์กลุ่มผู้บริโภคในชีวิตประจำวันเพื่อสนองตอบต่อพฤติกรรมในสังคมยุคใหม่ที่ต้องทันสมัยและสะดวกสบาย รวมทั้งอุปกรณ์กลุ่มเชิงวัฏจักรต่างๆ ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐ และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้นต่อเนื่อง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีแรงสนับสนุนในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีระลอกใหม่ของ Internet of Things (IoT) สำหรับกลุ่มอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ที่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทในอีกหลายปีข้างหน้าต่อการเติบโตของการส่งออกในกลุ่มอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Sensor หรือหน่วยเก็บความจำ เช่น NAND และ DRAM รวมทั้งหน้าจอแสดงผลอย่าง OLED และ LCD7
อย่างไรก็ดี การส่งออกที่เริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นอีกครั้งตามการฟื้นตัวของปัจจัยเชิงวัฏจักรต่างๆ ยังคงได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งอาจฉุดรั้งการเติบโตอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของการค้าโลก กอปรกับยังมีประเด็นการกีดกันทางการค้าทั่วโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีก ล้วนส่งผลลบต่อแนวโน้มการค้าโลกในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคตยังเป็นอีกปัจจัย สำคัญที่เข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยน แปลงของห่วงโซ่การผลิตของโลก เช่น (i) เทคโนโลยีแบบพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) (ii) เทคโนโลยีหุ่นยนต์จักรกล (Robotics) ซึ่งจะส่ง ผลดีต่อกลุ่มประเทศพัฒนาที่สามารถใช้หุ่นยนต์จักรกลทดแทนปัญหาค่าแรงที่สูง และอาจเข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานของโลกให้สั้นลงได้นี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป







