
ไม้แข็งจัดซื้อจัดจ้างล้างทุจริต สะเทือนลงทุนดัน ศก.
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปการจัดซื้อของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปการจัดซื้อของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ
เดิมการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศ มีฐานะแค่ประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักการและวิธีการที่เอื้อต่อนักการเมืองและกลุ่มทุนมาตลอด ทำให้การ จัดซื้อจัดจ้างของไทยไม่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนต่างประเทศ เพราะถูกกีดกันการเข้ามาประมูลโครงการต่างๆ เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกจำนวนมาก และต้องพึ่งเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศสูง
นอกจากนี้ ระบบการ จัดซื้อจัดจ้างแบบเก่ามีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ กรณีของการ จัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน วงเงิน 3,389 ล้านบาท ซึ่งมีปัญหาผู้นำเข้าสำแดงนำเข้าเป็นเท็จ จนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ต้องยกเลิกสัญญา หรือจะเป็นกรณีคดีสินบนบริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่จ่ายให้กับ ผู้บริหารบริษัท การบินไทย และบริษัท ปตท. ในช่วงปี 2534-2548 ล้วนแล้วแต่เป็นช่องโหว่ของการจัดซื้อจัดจ้างแบบเก่า
แม้แต่ ธนาคารโลก ยังออกมาแสดงความพอใจกับการยกระดับชั้นของกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างของไทยจากการประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกฎหมาย พ.ร.บ. ทำให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของนักลงทุนต่างชาติมาตลอด เนื่องจากเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่ไทยใช้อยู่ปัจจุบันไม่มีความแน่นอน เพราะเพียงออกเป็นมติ ครม. ก็สามารถเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้างให้เอื้อประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้แล้ว
ด้าน วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า กฎหมายใหม่ทั้ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ หรือ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 16 ก.ย. 2560 และ พ.ร.บ.ศุลกากรใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 13 พ.ย. 2560 จะทำให้บรรยากาศการลงทุนของไทยดีขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้การจัดอันดับความยากง่ายการทำธุรกิจของไทยถูกเลื่อนขั้นให้ดีตามไปด้วย ซึ่งตอนนี้เอกชนเริ่มมีการลงทุนเพิ่มขึ้น หลังจากรัฐบาลเป็นตัวนำการลงทุนเร่งลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งจะทำให้มีการลงทุนของเอกชนมากขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ยังได้ปรับปรุงในหลายเรื่อง เช่น เรื่องความโปร่งใสมีการเขียนไว้ ในกฎหมายให้การจัดซื้อจัดจ้างของไทย มีการทำข้อตกลงสัญญาคุณธรรมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบตั้งแต่การเริ่มต้นจัดซื้อจัดจ้างไปจนถึงการส่งมอบงาน
ขณะเดียวกัน การจัดซื้อจัดจ้าง ในอนาคต จะเน้นเรื่องคุณภาพประสิทธิภาพการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้เน้นราคาถูกสุดเหมือนเดิม เนื่องจากการประมูลโดยต้องยึดราคา ต่ำสุดได้ของที่ไม่มีคุณภาพและใช้งานได้ไม่เต็มที่ ทำให้สูญเสียเงินงบประมาณไปยังไม่คุ้มค่าจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ยังมีบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือทุจริต ถึงขั้นจำคุก ซึ่งจะช่วยลดการทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้างได้มาก นอกจากเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ ยังเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้มี นักลงทุนใหม่ๆ เข้ามาประมูลโครงการภาครัฐจำนวนมาก ส่งผลให้มีตัวเลือกได้มากและราคาประมูลโครงการ จะถูกลง
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ กำหนดให้กรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานกลางที่สนับสนุน ดูแล และรับผิดชอบการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฯ รวมทั้งเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการทั้ง 5 คณะ ซึ่งการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว จะต้องจัดทำกฎหมายลำดับรอง ซึ่งประกอบด้วย กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศคณะกรรมการฯ รวม 41 ฉบับ โดยจะต้องดำเนินการเป็นกรณีเร่งด่วนให้แล้วเสร็จก่อน พ.ร.บ.ฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 23 ส.ค. 2560
นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ.ฯ ได้กำหนดขอบเขตการบังคับใช้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง (ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญหน่วยธุรการของศาล มหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐ หน่วยงานสังกัดรัฐสภาหรือในกํากับของรัฐสภาหน่วยงานอิสระของรัฐ) ซึ่งที่ผ่านมามีการเร่งอบรมทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เพื่อให้ช่วงการเปลี่ยนผ่านไม่มีอุปสรรค ทำให้เกิดการเบิกจ่ายชะงักไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ นัดแรกเมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญจากสภาวิชาชีพ เช่น สภาวิศวกร สภาสถาปนิก เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามผลการบังคับใช้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปี 2560 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่ารัฐวิสาหกิจ 33 แห่ง มีปัญหาไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบางโครงการได้ตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างแบบ เชิงพาณิชย์
โดยรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาเบิกจ่ายล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต บริษัท อสมท บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที ธนาคารกรุงไทย รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่งอื่นๆ ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก เมื่อการเบิกจ่ายมีปัญหาย่อมทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสะดุด โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
ส่งผลให้กระทรวงการคลังต้องเร่งผ่าทางตันแก้ปัญหาเป็นการเร่งด่วน ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งไปจัดทำรายละเอียดมาว่ามีรายละเอียดอย่างไร โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยตรง ซึ่งแนวทางแก้ไขยกเว้นบางกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้ และให้ออกระเบียบขึ้นมาสำหรับใช้กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างรายการที่ติดขัดเป็นการเฉพาะ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้หลักการ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีเงื่อนไขการประกวดราคาที่เปิดกว้างเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่ทำขึ้น
ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ แม้ว่าจะมีผลดีกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในหลายๆ ด้าน แต่ในระยะสั้นหนีไม่พ้นจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยเพราะการเบิกจ่ายเกิดการสะดุด โดยเฉพาะการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รายงานว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ไตรมาส 2 ปี 2560 ขยายตัวสูงถึง 20.5% ต่อปี เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 17% ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2560 ขยายตัว 3.7%
อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่แถลงการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.7% มาจากปัจจัยบวกหลายด้านทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวได้ดี แต่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวลดลงเพราะ มีปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า
ล่าสุด ยังมีปัญหา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เข้ามาเป็นปัญหาเพิ่ม ย่อมทำให้การเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาลในครึ่งปีหลังโดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีไม่ได้ง่าย ย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาปลดล็อกปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ได้รวดเร็วขนาดไหน







