
ลงทุนแบบ Value Averaging
วิธีการออมแบบ Dollar Cost Averaging (DCA)
โดย บรรณรงค์ พิชญากร
วิธีการออมแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) หรือซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยแบบต่อเนื่อง ที่เป็นวิธีการลงทุนแบบที่จะทำให้ท่านได้ครอบครองหุ้นโดยมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำ โดยท่านจะต้องกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอน (เช่น งวดละ 1 หมื่นบาท) ความถี่ของการลงทุนที่ท่านต้องการลงทุน (เช่น ซื้อหุ้นทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน) และเลือกหุ้นที่ท่านชื่นชอบ (เช่น ซื้อหุ้น A) เมื่อถึงเวลาที่กำหนดท่านก็จะต้องทำตามแผนการลงทุนนั้นโดยซื้อหุ้นเต็มจำนวนเงินไม่ว่าราคาหุ้นจะผันผวนหรือภาวะตลาดหลักทรัพย์จะเป็นอย่างไร
แนวคิดง่ายของการลงทุนแบบนี้ คือ การที่กำหนดยอดเงินซื้อแต่ละงวดตายตัวนี้จะช่วยปรับจำนวนการซื้อขายอัตโนมัติโดยไม่ต้องมาคาดเดาว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าท่านกำหนดจำนวนเงินคงที่ในการซื้อหุ้นไว้แล้ว เวลาราคาหุ้นลงท่านก็จะได้จำนวนหุ้นมากขึ้นมาเฉลี่ยต้นทุนรวมให้ต่ำลง แต่เวลาหุ้นราคาสูงท่านก็จะซื้อจำนวนหุ้นที่น้อยลง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของการได้มาของหุ้นนั้นต่ำลงกว่าการซื้อเป็นจำนวนหุ้นเท่ากันในแต่ละงวด
แต่คราวนี้มีอีกวิธีออมหุ้นแบบเฉลี่ยลงทุนอีกวิธีหนึ่งที่เรียกว่า Value Averaging (VA) ที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่อยากทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของการสะสมหุ้นต่ำกว่า DCA อีก โดยหลักการของวิธีนี้จะเหมือน DCA ตรงที่ต้องมีการกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนของการออมแต่ละงวด ความถี่ของการลงทุน และหุ้นที่ท่านจะลงทุนเช่นเดียวกัน แต่จุดที่เพิ่มเติมคือท่านต้องกำหนดมูลค่าพอร์ตลงทุนที่ท่านอยากเห็นเติบโตในแต่ละงวดด้วย
ถ้าเอาตามตัวอย่าง DCA ข้างบน วิธีการลงทุนแบบ VA ก็จะเป็นว่าท่านจะลงทุนงวดละ 1 หมื่นบาท ซื้อหุ้นทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน โดยซื้อหุ้น A และในเมื่อท่านกำหนดจะใส่เงินลงทุนเดือนละ 1 หมื่นบาทแล้ว ท่านอยากเห็นมูลค่าพอร์ตเติบโตเดือนละ 1 หมื่นบาทเช่นกัน โดยท่านจะใส่เงินมากกว่านี้อีกหากราคาหุ้นลง เดี๋ยวดูในตัวอย่างต่อไปครับ ดังนั้น มูลค่าพอร์ตคาดหวังที่กำหนดในเดือนแรกจะเป็น 1 หมื่นบาท เดือนที่สองจะเป็น 2 หมื่นบาท เดือนที่สามจะเป็น 3 หมื่นบาทไปเรื่อยๆ
ยกตัวอย่าง เริ่มด้วยวิธี VA สมมติว่าในเดือนแรกหุ้น A ราคา 10 บาท ด้วยเงินออมเดือนแรก 1 หมื่นบาท ท่านก็จะสามารถซื้อหุ้น A ที่ราคา 10 บาทได้ 1,000 หุ้น มูลค่าพอร์ตเดือนแรกของท่านก็จะเป็น 1 หมื่นบาท ต่อมาเดือนที่สอง สมมติว่าหุ้น A ราคาลดลงเหลือ 8 บาท มูลค่าพอร์ตท่านจะลดลงเหลือ 8,000 บาท แต่ท่านตั้งเป้าไว้แล้วว่าต้องการเห็นมูลค่าพอร์ตการออมเป็น 2 หมื่นบาทในเดือนที่สอง ดังนั้นท่านจะต้องใส่เงินเพิ่มเป็น 1.2 หมื่นบาท ซึ่งเงินนี้จะถูกนำไปซื้อหุ้น A ที่ราคา 8 บาทได้เป็นจำนวน 1,500 หุ้น ภาพรวม ณ เดือนที่สอง
จึงเป็นว่า ท่านลงทุนไป 2 เดือนรวม 2.2 หมื่นบาท มูลค่าพอร์ต ณ สิ้นเดือนที่สองเป็น 2 หมื่นบาท โดยถือหุ้น A เป็นจำนวน 2,500 หุ้น ราคาตลาด 8 บาท และท่านมีต้นทุนเฉลี่ย 8.80 บาท (จากที่ท่านซื้อ 1,000 หุ้นในเดือนแรกด้วยต้นทุน 10 บาท และอีก 1,500 หุ้นในเดือนที่สองด้วยต้นทุน 8 บาท)
เทียบกับวิธี DCA เดือนแรกท่านจะลงทุน 1 หมื่นบาท ซื้อหุ้นที่ 10 บาท ได้ 1,000 หุ้น เดือนที่สอง ท่านจะลงทุนอีก 1 หมื่นบาท ซื้อหุ้นที่ 8 บาท ได้ 1,250 หุ้น ดังนั้นรวม 2 เดือนท่านได้ลงทุนไปรวม 2 หมื่นบาท มูลค่าพอร์ต ณ สิ้นเดือนสองเป็น 1.8 หมื่นบาท โดยถือหุ้น A รวม 2,250 หุ้น ราคาตลาด 8 บาท โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 8.89 บาท
...จะเห็นได้ว่าวิธี VA ทำให้ท่านได้ต้นทุนที่ต่ำกว่าวิธี DCA เสียอีก ทั้งนี้เพราะวิธี VA จะกำหนดให้ท่านต้องใส่จำนวนเงินลงทุนซื้อหุ้นมากขึ้นเมื่อราคาหุ้นตกต่ำลง ซึ่งจะช่วยดึงให้ต้นทุนเฉลี่ยของการออมหุ้นของท่านต่ำลง...
คราวนี้มาเดือนที่สาม สมมติหุ้น A ดีดกลับราคาพุ่งไปที่ 12 บาท วิธี VA ก็จะมองว่า มูลค่าพอร์ตจากเดือนสองของท่านตอนนี้จะเพิ่มเป็น 3 หมื่นบาท (ท่านถือหุ้น 2,500 หุ้น ราคาตลาดที่ 12 บาท) จากต้นทุนเงินที่ลงทุนไป 2.2 หมื่นบาท กำไรเท่ากับ 8,000 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 36.4% และเนื่องจากมูลค่าพอร์ตท่านพอดีเป๊ะกับเป้าหมายพอร์ตที่ท่านต้องการเห็นในเดือนที่ 3 ที่กำหนดไว้ที่ 3 หมื่นบาท
ดังนั้น ในเดือนนี้ท่านอยู่เฉยๆ ไม่ต้องใส่เงินลงทุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งจะช่วยป้องกันการถมเงินเข้าไปติดดอยในตัว และเก็บเงินที่กะจะลงทุนในเดือนนี้ 1 หมื่นบาทฝากแบงก์ไว้ก่อนได้ ดังนั้นสถานะท่านจะเป็น ลงทุนไปรวม 2.2 หมื่นบาท มูลค่าพอร์ต ณ สิ้นเดือนที่สามเป็น 3 หมื่นบาท โดยถือหุ้น A เป็นจำนวน 2,500 หุ้น ที่ต้นทุนเฉลี่ย 8.80 บาท และถือครองเงินสดสำรองไว้ 1 หมื่นบาท
สำหรับวิธี DCA มูลค่าพอร์ตยกมาในเดือนที่สามนี้จะเพิ่มเป็น 2.7 หมื่นบาท (จากที่ถือหุ้น 2,250 หุ้น ราคาตลาดที่ 12 บาท) จากต้นทุนเงินที่ลงทุนไป 2 หมื่นบาท กำไรเท่ากับ 7,000 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 35% และในเดือนนี้ท่านก็ยังคงต้องต้องมีวินัยลงทุนต่ออีก 1 หมื่นบาท เพื่อซื้อหุ้นที่ราคา 12 บาท ได้หุ้นประมาณ 833 หุ้นอีก ดังนั้นท่านจะลงทุนไปรวม 3 หมื่นบาท มูลค่าพอร์ต ณ สิ้นเดือนสองเป็น 3.7 หมื่นบาท โดยถือหุ้น A รวม 3,083 หุ้นที่ต้นทุนเฉลี่ย 9.73 บาท
วิธี VA ทำให้ท่านหยุดลงทุนเพิ่มเก็บเงินสดไว้ เมื่อมูลค่าพอร์ตถึงตามที่ท่านกำหนด แต่วิธี DCA จะยังให้ท่านตะลุยสะสมหุ้นไปเรื่อย ซึ่งแน่นอนครับว่าหากในเดือนที่สี่ หากราคาหุ้นพุ่งต่อไป วิธี VA ก็จะทำให้พอร์ตโตได้ไม่เท่าวิธี DCA แต่ในทางกลับกับหากราคาหุ้นปรับตัวลงมา วิธี DCA ก็จะทำให้มีผลขาดทุนจากหุ้นที่ซื้อเพิ่ม แต่วิธี VA กลับจะมีเงินสดเหลือไว้รองรับไว้ซื้อหุ้นราคาต่ำเพิ่มขึ้นอีกในเดือนหน้า
VA จึงเป็นวิธีสะสมหุ้นที่มุ่งเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ให้สูงขึ้นด้วยการใส่เงินลงทุนมากเมื่อราคาหุ้นตกต่ำและแตะเบรกไม่ ซื้อหุ้นเพิ่มให้คงถือเงินสดไว้เมื่อมูลค่าพอร์ตถึงจุดที่ท่านตั้งเป้าหมายไว้ ท่านจะได้มีจำนวนเงินสำรองไว้ซื้อเฉลี่ยได้หุ้นในราคาถูกๆ เข้ามาในจำนวนมากได้ สูตรแบบ "กันติดดอย...สอยของถูก" นี้จึงเหมาะกับการใช้กับการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีภาวะผันผวน ซึ่งพบว่าน่าสนใจมากๆ ทีเดียว แต่ก็จะแลกกับความยุ่งยากในทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุนทั่วไปไม่ใช่น้อย แต่ด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการลงทุน...เราก็สามารถทำให้วิธีลงทุนแบบ VA นี้ ใช้งานได้จริงกับนักลงทุนอย่างเราๆ แล้ว







