
แก้ปัญหาหรือคิดปัญหา
สิ่งหนึ่งที่เราต้องเจอแน่ๆ ในการทำงานก็คือ ปัญหาในการทำงานทุกอย่างนั้นย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นปกติ ทั้งจากปัจจัยต่างๆ ภายในกระบวนการทำงานเอง หรือปัจจัยภายนอกที่เหนือความควบคุมของเรา และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแน่นอนว่าก็ต้องตามมาด้วยการแก้ปัญหาให้ลุล่วง เพื่อขจัดอุปสรรคของงานและเดินหน้าให้งานบรรลุไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้
สิ่งหนึ่งที่เราต้องเจอแน่ๆ ในการทำงานก็คือ ปัญหาในการทำงานทุกอย่างนั้นย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นปกติ ทั้งจากปัจจัยต่างๆ ภายในกระบวนการทำงานเอง หรือปัจจัยภายนอกที่เหนือความควบคุมของเรา และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแน่นอนว่าก็ต้องตามมาด้วยการแก้ปัญหาให้ลุล่วง เพื่อขจัดอุปสรรคของงานและเดินหน้าให้งานบรรลุไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้
แต่ในโลกของการทำงานก็มีอีกวิธีการหนึ่งที่เราสามารถใช้จัดการกับปัญหาได้นั่นคือการคิดปัญหา การแก้ปัญหาเป็นวิธีการที่เราจัดการกับปัญหา เมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว ตามธรรมชาติของปัญหาในการทำงานนั้นเป็นอุปสรรค หรือสิ่งกีดขวางที่ทำไม่ให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ และในบางกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีความรุนแรงถึงขั้นสร้างความเสียหายให้กับเนื้องานหรือองค์กรได้ ดังนั้นแล้วในการแก้ปัญหาบางอย่างก็เกิดขึ้นเพื่อบรรเทา หรือกอบกู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภารกิจต่างๆ ขององค์กร อีกทั้งในระหว่างการแก้ปัญหาก็มีความเสี่ยงที่การแก้ปัญหาของเราอาจจะไม่ถูกต้องและกลับสร้างปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นไปอีกได้
ในเมื่อเราทราบว่าปัญหาเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์และอาจสร้างความเสียหายในอนาคตได้ สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ การคิดถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การคิดปัญหา หรือคิดถึงปัญหาเป็นการที่เรามานั่งขบคิดถึงอุปสรรค หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจขัดขวาง หรือทำให้เกิดความ เสียหายต่องานนั้นๆ ได้ โดยปกติแล้วดิฉันก็ชอบการทำงานในสไตล์การคิดปัญหาอยู่แล้ว เพราะทำให้เรามองเห็นภาพการเดินทางของงานได้กว้างขึ้นทั้งในแง่ของการเดินไปตามปกติของงานและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะเกิดอุปสรรคมาหรือปัญหาขัดขวางงานข้างหน้า
เมื่อเราสามารถระบุได้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับงานได้ตั้งแต่ยัง ไม่เริ่มงาน เราก็จะสามารถทบทวนกระบวนการทำงานที่ออกแบบไว้ในตอนแรกให้มีความรัดกุมขึ้น และสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ได้ตั้งแต่แรก ขณะเดียวกันบางปัญหาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่เริ่มแรก เราก็จะมีแนวทางการแก้ปัญหาและรับมือกับผลกระทบต่างๆ ไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งนั่นจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้นและจำกัดความเสียหายได้มากกว่าการไปแก้ปัญหาตอนที่มันเกิดขึ้นแล้ว
แม้แต่ในบุคคลระดับโลกเองอย่าง Andy Grove ผู้ก่อตั้ง Intel ก็มีวิธีจัดการกับปัญหาในลักษณะของการคิดปัญหาด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาทำภายใต้หลักคิด เรื่อง Paranoid ซึ่งหากแปลตามพจนานุกรมจะหมายถึงการหวาดระแวง แต่หากเราดูความหมายที่พวกเขาพยายามจะสื่อออกมาอย่างแท้จริง จะพบว่าการมีลักษณะ Paranoid นั้นแท้จริงคือการเตรียม รับมือกับปัญหาล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่เกิด โดย Andy Grove เองเคย เขียนหนังสือชื่อดังเพื่ออธิบายแนวคิดนี้เลย ชื่อว่า Only Paranoid Survive การ Paranoid นั้น ทำให้ผู้บริหารมีความตื่นตัวและคิดใคร่ครวญถึงการพัฒนาบริษัทอยู่ตลอดเวลา ด้วยการขบคิดถึงปัญหาที่อาจมีผลต่อความอยู่รอดต่อบริษัทในอนาคตและระดมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งนั่นก็จะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับบริษัทไปในตัวด้วย
สรุปแล้วการจัดการกับปัญหาด้วยวิธีการคิดปัญหาแทนการแก้ปัญหาจะช่วยให้องค์กรสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ โดยที่สามารถหลบเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้แต่แรก ขณะเดียวกันแม้ปัญหานั้นจะไม่สามารถเลี่ยงได้บริษัทก็จะสามารถจำกัดผลกระทบจากปัญหานั้นได้อย่างทันท่วงทีและฟื้นตัวได้เร็วกว่า อีกทั้งการคิดถึงปัญหาแต่แรกก็จะนำมาสู่การพัฒนาโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อให้บริษัทล้ำหน้ากว่าปัญหานั้นและเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้ก่อนคู่แข่งในอนาคต การคิดปัญหาจึงเป็นทั้งการคิดในเชิงตั้งรับที่สามารถเลี่ยงหรือจำกัดความเสียหายได้และเป็นการคิดในเชิงรุกที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้บริษัทด้วย







