posttoday

จากมงเตสกิเออถึงแวโรล:สู่เผด็จการอำพราง

30 สิงหาคม 2560

PSL KandaExtra Pro (Regula 12 Pt)"ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม" เป็นข้อความที่มาจากข้อเขียนชื่อ Considerations on the Causes of the Greatness of the Romans and Their Decline หรือข้อพิจารณาถึงสาเหตุของความยิ่งใหญ่และการล่มสลายของชาวโรมัน เป็นงานเขียนของมงเตสกิเออ บริบทของประโยคที่ถูกยกมาที่ปรากฏในฉบับแปลของ David Lowenthal จากข้อเขียนต้นฉบับที่เป็นภาษาฝรั่งเศส คือ

PSL KandaExtra Pro (Regula 12 Pt)

"ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม" เป็นข้อความที่มาจากข้อเขียนชื่อ Considerations on the Causes of the Greatness of the Romans and Their Decline หรือข้อพิจารณาถึงสาเหตุของความยิ่งใหญ่และการล่มสลายของชาวโรมัน เป็นงานเขียนของมงเตสกิเออ บริบทของประโยคที่ถูกยกมาที่ปรากฏในฉบับแปลของ David Lowenthal จากข้อเขียนต้นฉบับที่เป็นภาษาฝรั่งเศส คือ

"No tyranny is more cruel than the one practiced in the shadow of the laws and under color of justice---when, so to speak, one proceeds to drown the unfortunate on the very plank by which they had saved themselves. And since a tyrant never lacks instruments for his tyranny, Tiberius always found judges ready to condemn as many people as he might suspect. In the days of the republic, the senate, which as a body did not judge the cases of individuals of the crimes imputed to allies. In the same way Tiberius referred to it the judgment of everything he called a crime of lese-majesty against himself. This body fell into a state of unspeakable baseness. The senators actually sought servitude, and under the patronage of Sejanus, the most illustrious among them practiced the trade of informer.

ถ้าจะแปลข้อความที่คุณทักษิณยกมาในอีกสำนวนหนึ่ง ก็คือ "ไม่มีการปกครองของทรราชใดจะโหดร้ายทารุณไปกว่าการปกครองทรราชที่อำพรางตนด้วยกฎหมายและสีสันของความยุติธรรม" ผู้ที่เป็นทรราชไม่เคยขาดเครื่องมือหรือกลไกที่เขาจะใช้ในการปกครองของเขา ทรราชย่อมมีผู้พิพากษาที่พร้อมจะทำงานให้เขาเสมอ นั่นคือ พร้อมที่จะตัดสินลงโทษกล่าวผู้คนตามที่ทรราชต้องการ และไม่ว่าผู้คนเหล่านั้นจะมีจำนวนมากเท่าใด หรือถ้าขยายความอีกก็น่าจะได้ความว่า ผู้พิพากษาจะตัดสินความตามที่ทรราชต้องการ และทรราชก็ยังกล่าวอ้างว่า เป็นเรื่องของศาลและว่ากันไปตามหลักกฎหมายและกระบวนยุติธรรม และตนมิได้เข้าไปแทรกแซง และกระบวนยุติธรรมคือที่พึ่งสุดท้ายท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้ง แต่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็กลับถูกใช้อย่างฉ้อฉล และถูกใช้ให้ตัดสินให้ใครผิดหรือไม่ผิด ก็เป็นไปตามความต้องการของทรราชนั้น ในสมัยที่ทรราชปกครองอย่างกษัตริย์ ข้อหาต่อบุคคลใดที่ต่อต้านเขาก็มักจะลงเอยด้วยข้อหา lese-majesty- หรือในทำนองเดียวกันในช่วงบางช่วงของการปกครองของโรมัน สภาของชนชั้นสูงก็จะไม่รับตัดสินคนที่ตัวแทนประชาชนกล่าวหามา หากคนเหล่านั้นเป็นพวกเขาเอง (โดยอ้างว่าใครกล่าวหาพวกเขาก็เท่ากับดูหมิ่นประชาชน เพราะพวกเขาคือตัวแทนประชน) แต่ในกรณีสมัยของทรราชไทบีเรียส บรรดาสมาชิกในสภาสูงเหล่านั้นกลับทำตัวเป็นทาสภายใต้ Sejanus ขุนพลทหารที่ทะเยอทะยานและมีความมั่นใจในตัวเองสูงและเป็นสหายของทรราชไทบีเรียส Sejanus เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดในบรรดาคนประเภทนี้ (ผู้เขียนขอขอบคุณ เอกลักษณ์ ไชยภูมี นิสิตปริญญาเอก สาขาทฤษฎีการเมือง รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ช่วยกรุณาชี้แนะแหล่งที่มาของข้อความดังกล่าวนี้ของ มงเตสกิเออ)

พูดง่ายๆ ก็คือ ข้อความของมงเตส กิเออต้องการสื่อถึงความเลวร้ายและอันตรายของเผด็จการ-ทรราชในคราบนิติรัฐและนิติธรรมที่ผู้คนอาจจะมองไม่เห็น นั่นคือ เผด็จการจำแลง ในทำนองเดียวกัน ก็ทำให้นึกถึงแนวคิดเรื่อง Stealth authoritarianism หรืออำนาจนิยมอำพราง ของ Ozan Varol นักกฎหมายมหาชนเปรียบเทียบของอเมริกาในปัจจุบัน งานวิจัยเรื่อง "Stealth Authoritarianism" ของ Varol มีใจความสำคัญ คือ ต้องการชี้ให้เห็นว่า เผด็จการอำนาจนิยม (Authoritarianism) ได้มีการเปลี่ยนรูปแปลงร่าง (Metamorphosis) ไปตามช่วงบริบทยุคสมัย Varol ชี้ว่า แต่เดิมทีในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้ปกครองที่เป็นอำนาจนิยมจะกดขี่ฝ่ายตรงข้าม โดยใช้ความรุนแรงและกระทำการละเมิดและนิติรัฐอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา (Transparently Authoritarian) ในการรักษาอำนาจการปกครองของพวกเขายืนยงอยู่ต่อไปได้ แต่ในช่วงหลังสงครามเย็น บริบททางการเมืองระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไป ประชาคมและองค์การระหว่างประเทศ เริ่มมีบรรทัดฐานและกติกาในการลงโทษ ต่อการกระทำที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมอย่างเปิดเผยในประเทศต่างๆ บรรทัดฐานและกติกาภายใต้บริบทการเมืองระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ มีอิทธิพลสำคัญในการสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ปกครองหรือรัฐบาลในประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน "เผด็จการอำนาจนิยมในอดีต"

Varol เห็นว่า บรรทัดฐานและกติกาที่เกิดขึ้นใหม่ ในการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งการเกิดปรากฏการณ์ของ "เผด็จการรุ่นใหม่" ที่ปรับตัวเรียนรู้ที่จะธำรงรักษาอำนาจทางการเมือง โดยผ่านกลไกทางกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่ดำรงอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และจากการใช้วิธีการดังกล่าวนี้เอง เผด็จการรุ่นใหม่จึงดำรงอยู่ภายใต้หน้ากากของการทำตามกติกากฎหมาย และใช้กลไกทางกฎหมายในการกดขี่ปิดกั้นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชอบธรรม ส่งผลให้พฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยของเผด็จการรุ่นใหม่นี้ ยากที่จะตรวจสอบ สังเกตเห็นได้ชัดเจนอย่างที่สามารถประจักษ์ได้ในเผด็จการอำนาจนิยมดั้งเดิม และด้วยเหตุนี้ การต่อสู้หรือรับมือกับ "เผด็จการอำนาจนิยมรุ่นใหม่ที่เป็นอำนาจนิยมอำพราง (Stealth Authoritarianism)" จึงยากและสลับซ้อนยิ่งขึ้น

Varol ชี้ว่า แม้ว่าพฤติกรรมทางการเมืองของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นเผด็จการอำพรางจะพบได้บ่อยในระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่งานวิจัยของเขาก็ชี้ให้เห็นด้วยว่า พฤติกรรมดังกล่าว ก็โผล่ให้เห็นได้ด้วยในระบอบประชาธิปไตยที่ได้รับความเชื่อถือแม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็ตาม

กล่าวโดยสรุป ก็คือ เผด็จการอำนาจนิยมในโฉมหน้าใหม่ สามารถซ่อนปฏิบัติการที่ขัดกับประชาธิปไตยไว้ภายใต้หน้ากากของกฎหมาย ในทำนอง "หมาป่าภายใต้หนังแกะ"

ใครเป็นใคร อย่างไร ท่านผู้อ่านก็ไปตีความเอาเองก็แล้วกัน n

ข่าวล่าสุด

LIVE ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เชลซี พบ ลีดส์ ฟุตบอลเอฟเอคัพ วันนี้ 26 เม.ย.69