
กรุงศรีดูดซัพพลายเชนญี่ปุ่น
กรุงศรีจ่อปรับเพิ่มเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอี หลังครึ่งปีขยายตัวมากกว่าที่ตั้งไว้ จากซัพพลายเชนคู่ค้าบริษัทญี่ปุ่น
กรุงศรีจ่อปรับเพิ่มเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอี หลังครึ่งปีขยายตัวมากกว่าที่ตั้งไว้ จากซัพพลายเชนคู่ค้าบริษัทญี่ปุ่น
นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกสินเชื่อคงค้างลูกค้าเอสเอ็มอีกลางและเล็ก เติบโต 7.6% มาอยู่ที่ 1.65 แสนล้านบาท เติบโตจาก 2 กลุ่ม คือ สินเชื่อซัพพลายเชนที่ขยายตัว 17% ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินเชื่อเพื่อการค้าต่างประเทศ (เทรดไฟแนนซ์) ที่เติบโต 17%
ทั้งนี้ สินเชื่อซัพพลายเชนและเทรดไฟแนนซ์ที่ขยายตัวได้ดีมาจากการรุก คู่ค้าของลูกค้ารายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ที่ได้อานิสงส์จากความสัมพันธ์ของบริษัทแม่เอ็มยูเอฟจี ทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแก่ซัพพลายเชนได้มากกว่าธนาคารอื่นทำให้พอร์ตซัพพลายเชนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7,000 ล้านบาท และจากการที่บริษัทญี่ปุ่นมีคู่ค้าทั่วโลกจึงส่งผลดีต่อสินเชื่อเทรดไฟแนนซ์เช่นกัน
อย่างไรก็ดี เดิมธนาคารตั้งเป้า สินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้เติบโต 6.8% โดยการที่ครึ่งปีแรกเติบโตสูงกว่าเป้าหมาย อาจจะต้องทบทวนเป้าหมายอีกครั้ง ซึ่งจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ส่วนหนี้เสียที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.2% ทรงตัวจากต้นปี ต่ำกว่าตลาดอยู่ที่ 4.4% โดยตั้งเป้าควบคุมเอ็นพีแอลสิ้นปีนี้ให้ได้อยู่ในระดับไม่เกินประมาณ 4%
"สินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารโตสูงกว่าตลาดมาจาก 2 ส่วน คือ การขยายธุรกิจของเอสเอ็มอี และการได้ส่วนแบ่งตลาดในส่วนของซัพพลายเชนของธนาคารอื่นที่เพิ่มเข้ามา กลยุทธ์จากนี้จึงยังมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์มา สนับสนุนลูกค้าในซัพพลายเชนและเทรดไฟแนนซ์ ที่เป็น Growth Engine ใหม่ของธนาคาร" นายสยาม กล่าว
นายสยาม กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อซัพพลายเชนและเทรดไฟแนนซ์ มุ่งเน้นการเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุนในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยธุรกรรมในประเทศจะส่งเสริมให้ลูกค้าใช้พร้อมเพย์นิติบุคคล ที่ขณะนี้มียอดลงทะเบียนประมาณ 2,000 ราย ซึ่งคาดว่าหากระบบพร้อมเพย์มีความพร้อมจะมีลูกค้าเลือกทำธุรกรรมผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ขณะที่การสนับสนุนธุรกรรมระหว่างประเทศ ได้พัฒนาบล็อกเชน อินเทอร์ เล็ดเจอร์ สำหรับโอนเงินระหว่างประเทศ ที่สะดวกรวดเร็วแบบเรียลไทม์ โดยนวัตกรรมดังกล่าวอยู่ระหว่างการทดสอบในแซนด์บ็อกซ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวงจำกัด คาดว่า จะเริ่มใช้ได้จริงในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ลูกค้าเลือกทำธุรกรรมกับ กรุงศรีเป็นธนาคารหลัก
สำหรับสถานการณ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีในขณะนี้ค่อนข้างทรงตัว จากการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าเอสเอ็มอีเชื่อมั่นว่า ใน 3 เดือนข้างหน้าการทำธุรกิจจะดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่กลับมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน และยังระมัดระวังการใช้จ่าย โดยแนวโน้มในครึ่งปีหลังมีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและดีกับการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีต่อไป







