posttoday
กนง.มองเศรษฐกิจไทยโตชัดขึ้น

กนง.มองเศรษฐกิจไทยโตชัดขึ้น

29 สิงหาคม 2560

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรายงานการประชุมวันที่ 16 ส.ค. 2560 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 5/2560 ภายหลังการประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรายงานการประชุมวันที่ 16 ส.ค. 2560 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 5/2560 ภายหลังการประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

การดำเนินนโยบายการเงิน

คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ชัดเจนขึ้นจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวยังไม่เข้มแข็ง แม้เริ่มเห็นการ กระจายผลดีของภาคการส่งออกไปยังภาคส่วนอื่นเพิ่มขึ้นบ้าง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ชะลอตัวลงอาจต่ำกว่ากรอบเป้าหมายในบางช่วงจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก แต่มีทิศทางทยอยปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ คณะกรรมการจึงมีความเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปัจจุบันยังมีความจำเป็นในการสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศเพื่อปิดช่องว่าง Output Gap ที่มีอยู่ และการสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทยอยปรับตัวสูงขึ้นและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะข้างหน้า

นอกจากนั้น คณะกรรมการเห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้เร็วขึ้นจะมีผลจำกัด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อลดลงจากปัจจัยด้านอุปทานและบางส่วนอาจมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อีกทั้งอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

ในการตัดสินนโยบายครั้งนี้ กรรมการได้อภิปรายถึงปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาดำเนินนโยบาย การเงิน โดยมีข้อสรุปและเหตุผลหลักประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

(1) เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนมากขึ้น จากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยว ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผลดีจากการส่งออกยังคงกระจุกตัวในบางภาคธุรกิจ และยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังรายได้และการจ้างงานในวงกว้าง จึงทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่เข้มแข็งนัก

คณะกรรมการเห็นว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวไปถึงผู้ประกอบการายกลางรายย่อย หรือ SMEs ที่เน้นตลาดในประเทศและกลุ่มครัวเรือนมีรายได้น้อย นอกจากนี้กรรมการส่วนหนึ่งได้แสดงความกังวลต่อการปรับตัวระยะสั้นของภาคเอกชนจากผลกระทบของนโยบายจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ในภาพรวมคณะกรรมการเห็นว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับปัจจุบัน จึงยังมีความจำเป็นต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เข้มแข็งมากขึ้น

(2) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลง จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ แต่มีทิศทางปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี คณะกรรมการแสดงความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ฟื้นตัวช้า แต่ยังเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่มขึ้น และเห็นว่าการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนในระดับปัจจุบันต่อไปจะเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง โดยอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง

ขณะที่กรรมการส่วนหนึ่งเสริมว่าความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำ เพราะเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง ราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ใกล้เคียงกับเป้าหมาย

(3) เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุด โดย กรรมการส่วนใหญ่แสดงความกังวล ต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนข้อจำกัดในการปรับตัวต่อภาวะการแข่งขันและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่กรรมการส่วนหนึ่งแสดงความกังวลว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพีที่เห็นว่าเริ่มปรับลดลงอาจไม่ได้สะท้อนกระบวนการลดภาระหนี้ (Deleveraging) ที่แท้จริง สะท้อนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังไม่ได้ขยายตัวอย่างเข้มแข็งนักในช่วงที่ผ่านมา

กรรมการส่วนใหญ่ยังแสดงความกังวลต่อพฤติกรรมการหันไปถือสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นแม้ต้องเสี่ยงมากขึ้น (Search for yield) ที่เพิ่มขึ้นภายใต้ภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนจากแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเงินฝากของ ธพ. เช่น การลงทุนใน FIF การฝากเงินในสหกรณ์ออมทรัพย์ การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควร (Underpricing of risks)

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการระดมทุนระยะสั้น โดยเฉพาะในภาคที่การดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่เป็นโครงการระยะยาว ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้าน Maturity Mismatch และการปล่อยสินเชื่อของ ธพ.ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันมากขึ้น ทั้งจาก ธพ.ด้วยกันเองและตลาดพันธบัตร ซึ่งทำให้ต้นทุนการระดมทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ต่ำกว่าที่ควร และอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงของการลงทุนที่ต่ำเกินไปตลอดจนปัญหาเสถียรภาพระบบการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ในจุดอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ปรากฏชัดเจน โดยเฉพาะในจุดที่การกำกับดูแลยังไม่ครอบคลุม (Regulatory Gap) จึงเห็นว่าองค์กรกำกับดูแลภาคการเงินควรประสานงานอย่างใกล้ชิดและเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการออกมาตรการลดความเสี่ยงที่จะมีต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน (Macroprudential) ที่เหมาะสมและทันต่อสถานการณ์

คณะกรรมการจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ในการประชุมครั้งนี้ โดยเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ