
ดอลลาร์เสื่อมมนตร์ สาละวันเตี้ยลงยาว
นันทิยา วรเพชรายุทธโดยปกติแล้วเมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองร้อนระอุขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมักจะเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย"ตัวแรกๆ ที่ถูกนักลงทุนกว้านซื้อตุนเอาไว้ควบคู่ไปกับทองคำ ทว่าในช่วงหลังมานี้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่เกาหลีเหนือท้าทายรอบใหม่ด้วยการยิงขีปนาวุธข้ามหัวญี่ปุ่น ดอลลาร์กลับอ่อนค่ายวบยาบต่ำสุดในรอบหลายเดือน
นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดยปกติแล้วเมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองร้อนระอุขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมักจะเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย"ตัวแรกๆ ที่ถูกนักลงทุนกว้านซื้อตุนเอาไว้ควบคู่ไปกับทองคำ ทว่าในช่วงหลังมานี้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่เกาหลีเหนือท้าทายรอบใหม่ด้วยการยิงขีปนาวุธข้ามหัวญี่ปุ่น ดอลลาร์กลับอ่อนค่ายวบยาบต่ำสุดในรอบหลายเดือน
เมื่อวานนี้ "ค่าเงินเยน" กลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยปิดตลาดในญี่ปุ่นที่ระดับ 108.50-51 เยน/ดอลลาร์ จากที่ปิดตลาดวันก่อนหน้าที่ 109.15-16 เยน/ดอลลาร์
ในขณะที่ราคาทองคำ สปอตโกลด์เพิ่มขึ้น 0.6% ไปทะลุระดับ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ และไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือนครึ่งได้ที่ 1,322.33 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้ว แม้ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตจะ ไม่สดใสมากพอที่จะตุนทองก็ตาม
ไม่ใช่เพียงแต่ประเด็นร้อน อย่างเกาหลีเหนือที่ทำให้เห็นภาพของดอลลาร์เปลี่ยนไปในยามวิกฤตเท่านั้น แต่ภายใต้สถานการณ์ก่อนหน้านี้ ดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวไม่ค่อย จะสอดคล้องกับเศรษฐกิจพื้นฐาน ของสหรัฐที่ฟื้นตัวดีขึ้นด้วย โดยดัชนี ค่าเงินดอลลาร์ร่วงลงถึง 1% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และยังลงต่อเนื่องอีก ในสัปดาห์นี้ จนไปแตะระดับต่ำสุด ในรอบ 16 เดือนแล้ว
โฟกัสสำคัญยังอยู่ที่การไปทดสอบ "ค่าเงินยูโร" ที่ดีดตัวแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่งไปแล้ว โดยหลุดระดับ 1.20 ดอลลาร์/ยูโร เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ไปแตะ 1.19665 ดอลลาร์/ยูโร หลังจากที่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ไม่ได้หยิบยกความกังวลเรื่องเงินยูโรแข็งค่าขึ้นหารือในระหว่างร่วมงานประชุมวิชาการประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่แจ็กสัน โฮล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานการณ์เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดการตั้งคำถามต่อ "สถานภาพค่าเงินดอลลาร์" ค่าเงิน ที่ถูกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก ที่เริ่มถอยห่างออกจากคำว่าสินทรัพย์ปลอดภัยลงไป ทุกขณะ
ดิดิเยร์ แซง จอร์จ หนึ่งในบอร์ดการลงทุนของกองทุนคาร์มิแน็คในฝรั่งเศส ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซีว่า สถานภาพของดอลลาร์กำลังถูกตั้งคำถามหนาหูมากขึ้น เนื่องจากมูลค่าที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเงินยูโรและเงินหยวนที่แข็งค่ามากขึ้นทุกขณะ
ในเชิงพื้นฐานนั้น เศรษฐกิจสหรัฐถือว่าฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านอัตราการว่างงานที่ลดลง การบริโภคภายในประเทศที่ขยับตัว หรือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัว ซึ่งทำให้จีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัวได้ถึง 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หรือดีขึ้นอย่างพรวดพราดจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 1.2% และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เฟดยังคงคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 3 ครั้ง พร้อมการเตรียมปรับลดงบดุลขนาด 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีนี้
ทว่า สิ่งที่กลายเป็นปัญหาสำคัญของสหรัฐกลับเป็นเรื่องการเมืองและมือที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อค่าเงินดอลลาร์ตลอดทั้งปีนี้
นโยบายใหญ่ๆ ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยหาเสียงไว้ตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปี ยังไม่สามารถผลักดันออกมาเป็นกฎหมายหรือใกล้จะสำเร็จได้แม้แต่เรื่องเดียว โดยเฉพาะ "แผนการปฏิรูปภาษี" และ "การใช้จ่ายภาคการคลังด้านโครงสร้างพื้นฐาน" ซึ่งเป็น 2 เรื่องสำคัญที่สุดต่อการ กระตุ้นจีดีพี การจ้างงาน และการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐ
หากไร้การกระตุ้นดังกล่าวของรัฐบาล เศรษฐกิจสหรัฐอาจมีแรงส่งไม่พอที่จะช่วยยืนพื้นการฟื้นตัวให้แข็งแกร่งและต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกยังขึ้นไปไม่ไหว และเป็นแรงหน่วงต่อการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่เขตเศรษฐกิจใหญ่อื่นๆ เช่น จีน ก็ไม่ได้โตอย่างหวือหวาพอที่จะหนุนประเทศอื่นๆ ได้มากเหมือนกับช่วงเกือบ 10 ปีก่อน
เงินเฟ้อที่อ่อนแรง บวกกับปัจจัยลึกๆ ที่แผนเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามคาด และปัญหาการเมืองที่เขย่ารัฐบาลทรัมป์มาเป็นระยะๆ ตั้งแต่รัสเซียจนถึงเพดานหนี้ ทำให้เฟดเริ่มส่งสัญญาณ "ลังเล" ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา จนตลาดมองว่านอกจากไม่มีทางที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยก่อนการประชุมนัดสุดท้ายของปีในเดือน ธ.ค.นี้แล้ว ก็ยังเริ่มมีความเป็นไปได้ด้วยว่า เฟดอาจยกยอดไปเป็นปีหน้าแทน หากเป็นเช่นนั้นก็จะส่งผลให้ดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่ายาวกว่าเดิม และจะยิ่งอ่อนค่าลงไปอีก หากแบงก์ชาติใหญ่รายอื่นๆ เช่น อีซีบี ขันนอตนโยบายการเงินให้ตึงขึ้นสวนทางกัน
ลึกๆ แล้วฝ่ายการเมืองสหรัฐเองก็ต้องการเห็นดอลลาร์อ่อนค่าลงยาวเช่นกัน เพราะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนนโยบาย "อเมริกาเฟิสต์" หรืออเมริกามาก่อนของทรัมป์ ซึ่งเน้นการผลิตและการจ้างงานในประเทศเป็นหลัก นโยบายแบบนี้จะไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้เลยในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐที่ต้นทุนทุกอย่าง "แพงลิ่ว" หลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ หากไม่ได้ดอลลาร์อ่อนค่ามาเป็นตัวช่วย จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลทรัมป์เองจะขยันสร้างบรรยากาศกดดันเป็นระยะ
จากปี 2014 ที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าไปอยู่ในช่วงราว 80 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญๆ ของโลกนั้น ปัจจุบันได้ร่วงลงมาอยู่ในระดับราว 92.4 ดอลลาร์ไปเรียบร้อยแล้วในปัจจุบัน และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสามารถกลับขึ้นไปอยู่ในระดับดังกล่าวได้อีกในเร็วๆ นี้
สถานภาพของดอลลาร์ที่เปลี่ยนไปจากในอดีต ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตาไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะนอกจากจะกัดกร่อนทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายชาติในเชิงเทคนิคแล้ว ที่สำคัญก็คือผลกระทบต่อการฟื้นตัวของประเทศอื่นๆ ตั้งแต่ประเทศผู้ส่งออกในเอเชียไปจนถึงยุโรป ที่ต้องเจอต้นทุนแพงขึ้น และกำไรในรูปดอลลาร์ลดลง โดยที่ไม่สามารถแทรกแซงค่าเงินได้มากนัก ตราบใดที่รัฐบาลทรัมป์ยังขู่ขึ้นบัญชีดำปั่นค่าเงินเพื่อออกมาตรการตอบโต้ประเทศที่ได้ดุลการค้า
ดอลลาร์เสื่อมมนตร์จึงเป็นหน ทางแห่งวิบากกรรมร่วมกันอันเลี่ยง ได้ยากหลังจากนี้







