
สังคมยุคเปลี่ยนผ่าน ของเวียดนาม
ตอนที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงผลพวงของการเปลี่ยนแปลงของประเทศเวียดนาม ทั้งด้านบวกและด้านลบ วันนี้ขอต่ออีกนิดนะครับ
โดย...กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
ตอนที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงผลพวงของการเปลี่ยนแปลงของประเทศเวียดนาม ทั้งด้านบวกและด้านลบ วันนี้ขอต่ออีกนิดนะครับ ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ประเทศเวียดนามยุคนั้น เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด รัฐบาลก็เร่งรีบจัดระเบียบสังคมในยุคแรกๆ นั้น
อาชญากรรมต่างๆ ภายใต้การปกครองของคอมมิวนิสต์ กฎหมายค่อนข้างจะเข้มงวด การลงโทษทางกฎหมายก็รุนแรงมาก ดังนั้นจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องร้ายแรง แต่ก็จะมีเพียงเรื่องเล็กๆ เช่น ลักเล็กขโมยน้อย หรือเรื่องชกต่อยกันบนท้องถนน เป็นต้น
แต่พอเข้าสู่ยุคเปิดประเทศ กลับมีหมดทุกอย่าง เช่น ปัญหาการค้าประเวณี ยาเสพติด ลัก ชิง วิ่งราว ปล้น จี้ มีมาเป็นขบวนครับ รัฐบาลของเขาก็จะเข้ามาช่วยกันแก้ไข แต่ก็ยังมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ในทางกลับกัน การพัฒนาทางสังคม ช่องว่างระหว่างชนชั้นก็เริ่มจะชัดเจนมากขึ้น ไม่เหมือนในยุคคอมมิวนิสต์เต็มขั้น ที่ชนชั้นยังไม่ค่อยจะแยกชัดเจนครับ คือจะจนเท่าๆ กัน
ในด้านประชากรศาสตร์ ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรมากขึ้นครับ นอกจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ในยุคปี 80-90 ประชากรมีเพียง 60 กว่าล้านคน เพียงแค่ 20 ปี ประชากรใกล้จะเพิ่มเป็น 90 กว่าล้านคนแล้ว ที่เห็นอีกอย่างคือมีประชากรเวียดเกี่ยวหรือชาวเวียดนามโพ้นทะเล ที่อพยพลี้ภัยทางการเมืองในยุคปี 60-70 ได้หลั่งไหลกลับเข้ามาในประเทศบ้านเกิดมากขึ้น
ตามนโยบายของรัฐบาล ชนกลุ่มนี้นอกจากจะกลับมาแล้ว ยังนำเอาเงินทุนกลับมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สำคัญประชากรกลุ่มเวียดเกี่ยวหรือเวียดนามโพ้นทะเลนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงจากประเทศที่เขาอาศัยอยู่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย เป็นต้น
ทางด้านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ประเทศเขาเปลี่ยนแปลงได้เร็วมาก เพราะเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์พอดี ไอทีได้เข้ามาสู่สังคมโลก ระบบต่างๆ ที่ล้าสมัยเริ่มตกยุค เราจะเห็นว่าแม้แต่เทคโนโลยีใหม่ในยุคปี 70-80 ก็เริ่มตกยุค จะเห็นว่าแม้แต่แฟกซ์หรือฟิล์ม เครื่องฉายสไลด์รุ่นเก่ายังตกยุคไปเลยครับ คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมากในยุคนี้
ส่วนในด้านลบ ต้องยอมรับในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่ายุคปฏิวัติเครื่องจักรกลของอังกฤษนะครับ ในสังคมยุคนั้น ประชาชนเขาแม้จะมีการเตรียมตัวที่ดี แต่ก็ไม่วายที่จะเกิดปัญหานะครับ เช่น สังคมที่พวกผมเรียกว่าไม่มีศาสนา เพราะในยุคคอมมิวนิสต์นั้น อย่างที่เราทราบๆ กันว่าเขาไม่ค่อยจะให้ความสำคัญทางศาสนามากนัก
ดังนั้น การนับถือศาสนายังคงมีการกีดกันพอสมควรไม่เหมือนปัจจุบันที่ค่อนข้างจะเปิดกว้าง ดังนั้นคนเมื่อไม่มีศาสนายึดเหนี่ยว หากความ Maturity ไม่มี ก็ย่อมมีปัญหาอย่างแน่นอน อีกปัญหาหนึ่งคือความก้าวร้าวของคนในสังคม เมื่อมีความกดดันทางด้านเศรษฐกิจ และการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในสังคม จึงทำให้อารมณ์ของคนในสังคมในยุคนั้นค่อนข้างจะควบคุมกันลำบาก ซึ่งต่างกับสังคมเวียดนามในยุคปัจจุบัน ที่สังคมได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเยอะมาก
ด้านการแข่งขันในการค้าและการลงทุน ย่อมมีการงัดเอากลยุทธ์ต่างๆ “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องได้ด้วยคาถา” จึงเกิดการคอร์รัปชั่นทุกชนชั้น ในยุคนั้นวงการค้าหรือภาคเอกชนเราก็จะเจอะเจอกันตลอด ที่บริษัทผมก็เช่นกัน เราโดนยกเค้าโดยพนักงานการเงิน เงินหายไปทั้งตู้เซฟ หรือแม้แต่รถบรรทุกสินค้า วันดีคืนร้ายมันก็หายสาบสูญไปทั้งคัน โดยพยายามติดต่อคนขับรถก็ติดต่อไม่ได้ ผ่านไปเป็นอาทิตย์ไปเจออีกทีที่ต่างจังหวัดไกลมาก คงต้องยอมรับว่าในสังคมเวียดนามยุคที่ผมอยู่นั้นเป็นยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงครับ







