
ไขรหัสลงทะเบียนคนจน
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาประจำปี 2560 หัวข้อ "ทะลุมิติเศรษฐกิจการคลัง" โดยมีการเสนองานวิชาการ หัวข้อ "ไขรหัสการคลังอัจฉริยะ" ซึ่งเป็นการทำระบบเจาะลึกฐานข้อมูลในโครงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือให้ชัดเจนถูกฝาถูกตัว ใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาประจำปี 2560 หัวข้อ "ทะลุมิติเศรษฐกิจการคลัง" โดยมีการเสนองานวิชาการ หัวข้อ "ไขรหัสการคลังอัจฉริยะ" ซึ่งเป็นการทำระบบเจาะลึกฐานข้อมูลในโครงการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือให้ชัดเจนถูกฝาถูกตัว ใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า
สำหรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกว่า 14 ล้านคน ที่ผ่านมาจำแนกได้ 1) กลุ่มคนที่ไม่มีรายได้ 2.9 ล้านคน 2) กลุ่มคนที่มีรายได้ 1-3 หมื่นบาท/หัว/ปี หรือเทียบแล้วต่ำกว่าเส้นความยากจนประมาณ 7.3 ล้านคน และ 3) กลุ่มคนที่มีรายได้ 30,001-1 แสนบาท/หัว/ปี หรือเทียบแล้วสูงกว่าเส้นความยากจน มีประมาณ 4 ล้านคน
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังหาข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์เชิงนโยบายที่มีความหลากหลายไปตามกลุ่มเป้าหมายจะทำให้รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดโดยไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะที่ผ่านมาทั้งสวัสดิการที่เป็นแบบถ้วนหน้าและเจาะจง ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้มีรายได้น้อยทำให้งบประมาณบางส่วนถูกใช้ไปเพื่อผู้มีรายได้สูงด้วย เช่น การแจกเบี้ยคนชราปัจจุบันรัฐบาลต้องแจกให้กับคนชราทั่วประเทศ 8 ล้านคน เป็นเงินปีละ 7 หมื่นล้านบาท แต่คนแก่ที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยประมาณ 4 ล้านคน แสดงให้เห็นว่ามีคนแก่ที่ฐานะดีได้รับเงินนี้เช่นกัน
ดังนั้น การออกแบบสวัสดิการให้ถูกฝา ถูกตัว และถูกใจ เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ดีขึ้นและมีโอกาสหลุดพ้นเส้นความยากจนได้เร็วขึ้น สวัสดิการที่วางเอาไว้จะครอบคลุมทุกกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
อรกันยา เตชะไพบูลย์ เศรษฐกรชำนาญการ สศค. หนึ่งในผู้เสนองานวิชาการ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตก้าวผ่านกับดักประเทศรายได้ต่ำมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายได้ ทรัพย์สิน และโอกาส แม้ภาครัฐได้ช่วยเหลือให้สวัสดิการมาโดยตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดของข้อมูลผู้มีรายได้น้อยทำให้สวัสดิการส่วนใหญ่เป็นแบบถ้วนหน้า ยังไม่สามารถชี้เป้าผู้มีรายได้น้อยเพื่อจัดสูตรสวัสดิการที่เจาะจงตรงตัวให้ได้
ทั้งนี้ การพัฒนาฐานข้อมูลจากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลังจะทำให้มีข้อมูลเชิงลึกของผู้มีรายได้น้อยมากถึง 11.6 ล้านคน ครอบคลุม 9 มิติ ได้แก่ อายุ สภาพร่างกาย ที่อยู่อาศัย การศึกษา อาชีพ รายได้ ทรัพย์สินทางการเงินหรือเงินออม หนี้สิน และภูมิลำเนา
พร้อมทั้งสามารถคัดกรองข้อมูลเป็นรายจังหวัด อำเภอ และตำบลได้ นับเป็นฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่ครอบคลุมและเจาะลึกมากที่สุดในประวัติศาสตร์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย ทำให้ภาครัฐสามารถชี้เป้าผู้มีรายได้น้อยได้ว่าคือใคร อยู่ที่ไหน ยังขาดอะไร และต้องการอะไร
ธนากร ไพรวรรณ์ เศรษฐกรชำนาญการ สศค. หนึ่งในผู้เสนองานวิชาการ กล่าวว่า ไทยมีสวัสดิการภาครัฐที่ดูแลประชาชนตลอดช่วงอายุอย่างน้อย 44 สวัสดิการ แต่ส่วนใหญ่เป็นสวัสดิการเป็นการทั่วไป ดังนั้น ประเด็นท้าทายจึงอยู่ที่ว่าภาครัฐจะสามารถดำเนินนโยบายที่มีความเฉพาะเจาะจง มากขึ้นได้หรือไม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลังมากจนเกินไปในอนาคต
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบสวัสดิการภาครัฐตามแนวคิด "ช่วยถูกคนช่วยก่อนจน ช่วยแล้วมี" 2) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้สวัสดิการทั่วถึงและตรงเป้ามากขึ้น และ 3) ระบบสวัสดิการแนวใหม่ เช่น Universal Basic Income คือแนวคิดที่ภาครัฐจ่ายเงินสนับสนุนแก่ประชาชนเพื่อให้เพียงพอต่อค่าครองชีพขั้นพื้นฐานเป็นจํานวนเท่ากันทุกคน Conditional Cash Transfer เป็นการให้เงินแบบมีเงื่อนไขและ Negative Income Tax เป็นการโอนเงินสดโดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่ได้รับเงินโอนจะต้องทํางาน
พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เสนอแนะให้ใช้ข้อมูลบิ๊กดาต้ามาประกอบการชี้เป้าผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้จัดสูตรสวัสดิการได้ตรงตัวและไม่กระทบแรงจูงใจในการหารายได้ รวมทั้งต้องมีการประเมินผลการดำเนินการ รวมทั้งควรปรับปรุงนโยบายการคลังให้ทำน้อยได้ผลมาก โดยใช้นโยบายที่แปรผกผันกับเศรษฐกิจ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว สอดคล้องกับความสามารถในการเก็บภาษี ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และดำเนินการอย่างรอบคอบ
เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ความเหลื่อมล้ำในไทยไม่ดีขึ้น อาจมาจากการขาดการวัดความเหลื่อมล้ำที่เป็นระบบ ทำให้ขาดเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำ และขาดหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ซึ่งโครงการลงทะเบียนฯ อาจช่วยให้จัดสวัสดิการตรงกับปัญหาและความต้องการของประชากร แต่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สำหรับจัดสรรสวัสดิการ เชื่อมโยง และรวมศูนย์ฐานข้อมูลภาครัฐเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ นำข้อมูลมาศึกษาเชิงลึกเพื่อกำหนดเป้าหมายของสวัสดิการภาครัฐให้ชัดเจน และมีการประเมินโดยมุ่งเน้นวัดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่กำหนดมากกว่าแค่กระบวนการ







