
แปลงหนี้เป็นทุน จีนหนุนคุมการเงินเข้ม
นันทิยา วรเพชรายุทธ ปัญหาหนี้สินในจีนที่พอกพูนกว่า 250% ของจีดีพีจนเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่นั้น เป็นที่รับรู้ดีอยู่เต็มอกของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะลุกลามจนแม้แต่ทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 100 ล้านล้านบาท) ก็อาจจะเอาไม่อยู่
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปัญหาหนี้สินในจีนที่พอกพูนกว่า 250% ของจีดีพีจนเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่นั้น เป็นที่รับรู้ดีอยู่เต็มอกของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะลุกลามจนแม้แต่ทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 100 ล้านล้านบาท) ก็อาจจะเอาไม่อยู่
นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทางการจีนได้ปรับแผนหันมาดำเนินมาตรการคุมความเสี่ยงเรื่องหนี้มากขึ้น โดยออกมาตรการและดำเนินการหลายด้านควบคู่กัน อาทิ ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ควบคุมการก่อหนี้ใหม่ผ่านการขึ้นดอกเบี้ยกู้ยืม ขณะที่คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคาร (ซีบีอาร์ซี) เข้าไปควบคุมธนาคารเงาที่เป็นแหล่งปล่อยกู้รายใหญ่ให้รัดกุมขึ้น ผ่านการควบคุมผลิตภัณฑ์ทางการเงินนอกงบดุล เช่น WMPs และประกันชีวิต
ขณะที่รัฐบาลควบคุมผ่านนโยบายการปฏิรูปอุปทานส่วนเกินโดยเฉพาะ ในกลุ่มเหล็กและถ่านหิน นอกจากนี้ ยังเข้าไปควบคุมการกู้ยืมในประเทศเพื่อออกไปตะลุยซื้อสินทรัพย์ใน ต่างประเทศด้วย โดยเป็นการใช้กำลังภายในกดดันบริษัทใหญ่หลายราย ซึ่งมีรายงานอย่างไม่เป็นทางการว่ารัฐบาลได้เรียกผู้บริหารหลายรายไปปรับทัศนคติกันมาแล้ว เช่น ต้าเหลียน วันดา กรุ๊ป นอกจากนี้ ยังเตรียมควบคุมการลงทุนแบบสะเปะสะปะตามประเทศแนว เส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง (OBOR) อีกด้วย
ทว่าเหล่านี้ยังเป็นเพียงการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มและคุมไม่ให้หนี้พุ่งทะยานมากไปกว่านี้ ปัญหาใหญ่ที่จีนต้องทำก็คือ แก้หนี้มหาศาลที่มีอยู่ในมือ และควบคุมไม่ให้กลายเป็นหนี้เสียตามมา
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่จีนงัดออกมาใช้นอกจากการควบคุมการก่อหนี้เพิ่มนั้นก็คือ "การแปลงหนี้เป็นทุน" (Debt to Equity Swap) ที่ออกเป็นไกด์ไลน์มาตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งแก้หนี้ในภาคเอกชนเป็นหลักก่อน โดยเฉพาะในส่วนของหนี้ภาคธุรกิจจีน ที่นำทัพโดยกลุ่มรัฐวิสาหกิจจีน (SOE)
จากข้อมูลล่าสุดของทางการจีนในเดือน ส.ค.นี้ พบว่า นับตั้งแต่ที่มีการใช้แผนดังกล่าวจนถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ ภาคธนาคารจีนได้ช่วยให้มีการแปลงหนี้เป็นทุนสำเร็จไปมากกว่า 1 ล้านล้านหยวนแล้ว (เกือบ 5 ล้านล้านบาท) ในรัฐวิสาหกิจจีนกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นการแปลงหนี้ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมาในจีน
จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) พบว่า หนี้ภาคธุรกิจจีนในปี 2016 ที่ผ่านมาขยายตัวพุ่งขึ้นไปแตะ 170% ของจีดีพีประเทศเรียบร้อยแล้ว หรือเพิ่มขึ้นถึง 70% ภายในเวลาแค่ 8 ปีเท่านั้น ซึ่งอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยที่มากกว่าประเทศอื่นๆ ถึงเท่าตัวนี้ ทำให้หนี้ของรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนในจีน ขยายตัวแตะ 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 522 ล้านล้านบาท) ในปีที่แล้ว
ตัวเลขดังกล่าวจึงนับเป็นความสำเร็จล่าสุดของการร่ายมนตร์พลิกพอร์ตในส่วนของหนี้สินให้กลายเป็นทุน ซึ่งทางการจีนเคยระบุว่า ยังเป็นการช่วยแยกน้ำดี-น้ำเสียออกจากกันให้ชัดเจน ซึ่งจะง่ายขึ้นต่อการปฏิรูปของจีนในการช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจที่ยังมีอนาคต และขจัดรัฐวิสาหกิจที่ย่ำแย่เกินเยียวยา หรือกลุ่ม "ซอมบี้" ทิ้งไปตามกลไกที่ควรจะเป็น
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การแปลงหนี้เป็นทุนที่นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ปัดฝุ่นเสนอขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ก็อาจเป็นเพียงการปรับแต่งตัวเลขได้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังห่างไกลจากการปฏิรูปที่แท้จริง โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่าที่สุดแล้ว แผนการนี้อาจเป็นเพียงความพยายามของจีนที่จะช่วยประคองบริษัทซอมบี้ ไม่ให้ล้มหายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนความเชื่อมั่นโลกเท่านั้น
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ มองว่า การที่รัฐบาลไม่ระบุนิยามจำกัดความที่ชัดเจนของบริษัทซอมบี้ ทำให้ยากที่ธนาคารจะคัดกรองน้ำดี-น้ำเสียตามกลไกปฏิรูปที่แท้จริงได้
ฉีโหลว นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านจีนจากพีเอ็นบี พาริบาส์ แอสเสท แมเนจเมนต์ ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า โครงการนี้ถือเป็นการสบช่องให้บริษัทซอมบี้เข้าร่วมเพื่อรับการช่วยเหลือจากรัฐ และทำให้โครงการแปลงนี้ในครั้งนี้เต็มไปด้วยรัฐวิสาหกิจจีนในกลุ่มเหล็กและถ่านหิน ซึ่งถือเป็นซอมบี้ของภาคการผลิตส่วนเกินที่จีนระบุว่าต้องการปฏิรูป โดยมีรายงานของนาติซิส ระบุว่า มีรัฐวิสาหกิจในภาคส่วนนี้เข้าร่วมโครงการถึง 55% ในไตรมาสแรก
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์สได้อ้างความเห็นของแอนดรูว์ เฟนเนล จากฟิทช์ เรทติ้งส์ ว่า จีนยังมีความยืดหยุ่นและความสามารถมากพอที่จะแก้ปัญหาหนี้ได้ หากต้องการลงมือทำจริงๆ เพียงแต่อาจยังไม่ใช่ในเวลานี้
นักวิเคราะห์ของฟิทช์ฯ มองว่าความยืดหยุ่นที่สำคัญของจีนนั้น คือการที่ภาคธุรกิจในจีนมีรายงานการทำผลกำไรได้ดีขึ้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของจีนทีี่คาดว่าจะอยู่ในเป้าหมายการเติบโต 6.5-7% ในปีนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา
จากข้อมูลของรอยเตอร์ส พบว่า ในบรรดาบริษัทจดทะเบียนเกือบ 1,000 แห่งในเซี่ยงไฮ้นั้น มีการรายงานผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 70% ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2017 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบ 2016 ซึ่งสถานการณ์ที่ปรับตัวดีขึ้นของภาคธุรกิจจะทำให้รัฐบาลจีนสามารถเดินหน้าเชิงรุกเพื่อคุมการก่อหนี้ใหม่และลดหนี้เดิมได้เข้มข้นมากขึ้น หลังผ่านพ้นการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงปลายปีนี้ไปแล้ว
เพราะลำพังเพียงการเล่นแร่แปรธาตุทางตัวเลขและการประคองสถานการณ์นั้น ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาหนี้มหาศาลในเขตเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกได้ยั่งยืนพอในระยะยาว และเสี่ยงต่อปัญหาใหม่ในอนาคตให้ต้องตามแก้กันต่อไป n







