
ปฏิรูปประเทศแนว Saemual Undong
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงามSaemual Undong เป็นโครงการเพื่อการปฏิรูปประเทศในระดับชุมชนหมู่บ้านของประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่ปี 2513 ถือเป็นการปฏิรูปเพื่อสร้างชาติเกาหลีใต้ใหม่บนรากฐานความร่วมมือด้วยความสมัครใจของคนทั้งชาติ ด้วยจุดมุ่งหมาย 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อพัฒนาจิตใจของคนในชาติ (Spiritual Reform Movement) (2) เพื่อพัฒนาการทางด้านสังคมส่วนรวม (Social Reform Movement) และ (3) เพื่อพัฒนาการเศรษฐกิจ (Economic Development Movement) ภายใต้แนวคิดริเริ่มของอดีตประธานาธิบดีปักจุงฮี ที่ปลูกฝังแนวทางการพัฒนาแก่คนเกาหลีใต้ว่า
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม
Saemual Undong เป็นโครงการเพื่อการปฏิรูปประเทศในระดับชุมชนหมู่บ้านของประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่ปี 2513 ถือเป็นการปฏิรูปเพื่อสร้างชาติเกาหลีใต้ใหม่บนรากฐานความร่วมมือด้วยความสมัครใจของคนทั้งชาติ ด้วยจุดมุ่งหมาย 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อพัฒนาจิตใจของคนในชาติ (Spiritual Reform Movement) (2) เพื่อพัฒนาการทางด้านสังคมส่วนรวม (Social Reform Movement) และ (3) เพื่อพัฒนาการเศรษฐกิจ (Economic Development Movement) ภายใต้แนวคิดริเริ่มของอดีตประธานาธิบดีปักจุงฮี ที่ปลูกฝังแนวทางการพัฒนาแก่คนเกาหลีใต้ว่า
"ความยากลำบากของประเทศชาติ เป็นเรื่องที่คนในชาติต้องมีส่วนร่วม รับผิดชอบที่จะช่วยตนเอง ร่วมมือร่วมใจกันทำงานอย่างแข็งขัน เพื่อให้ชีวิตของตนเองและประเทศชาติดีขึ้น"
จุดเน้นของ Saemual Undong ต้องการเชิญชวนให้คนในชาติต้องมี ส่วนร่วมกับรัฐที่จะช่วยตนเองหรือพึ่งตนเอง โดยการปลูกฝังให้มีจิตใจขยัน ขันแข็ง ประหยัด ซื่อสัตย์ รักส่วนรวมและรักประเทศชาติ
จุดมุ่งหมายในการวางแนวทางการปฏิรูปประเทศจึงมีเข็มมุ่งที่แน่นอนว่า "ต้องปฏิรูปที่รากฐานของหมู่บ้าน โดยการพัฒนาคน" บนรากฐานการพัฒนาจิตใจและนิสัยของประชาชนที่ต้องส่งเสริมพฤติกรรมนิสัยขยันขันแข็ง การช่วยตัวเองและความร่วมมือ (The Philosophy of Saemual Undong is based on the Spirit of Diligence Self Help and Corporation)
โดยสาระการปฏิรูปประเทศ สิ่งจำเป็นและสำคัญก็คือ ต้องเน้นในการพัฒนาจิตใจของคนในชาติ คือการปรับเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรมของคน ให้ขยันทำงานหนักขึ้นจนกว่าจะอยู่ดีกินดี รวมทั้งสร้างคนให้เป็นคนมีนิสัยซื่อสัตย์ และรู้จักอดออม รักความก้าวหน้า รักชาติและเป็นนักประชาธิปไตย
ส่วนในแนวทางปฏิบัติมีการสอนและฝึกให้เอาชนะตนเอง ลดละเลิกสิ่งเสพติด สิ่งงมงาย ความเชื่อโชคลาง และเลิกอบายมุขต่างๆ และกลับมาเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง สร้างนิสัยให้เป็นคนขยัน รักการทำงานทั้งของตนเองและส่วนรวม ที่สำคัญต้องก้าวไปสู่การพึ่งตนเองให้ได้ รัฐบาลเองจะให้ความช่วยเหลือเมื่อบุคคล ชุมชน ได้แสดงออกให้เห็นถึงความสามารถที่จะช่วยตนเอง เช่น การร่วมมือกันสร้างสถานที่สาธารณะ ชุมชน หมู่บ้านต้องร่วมกันออกแรงจัดทำเอง รวมทั้งร่วมคิดแนวทางการดำเนินกิจกรรมของหมู่บ้านร่วมกัน โดยเฉพาะกรรมการหมู่บ้าน เป็นต้น
ในส่วนของการพัฒนาทางสังคม (Social Reform Movement) และการพัฒนาการเศรษฐกิจของชาติ (Economic Development Movement) ก็เช่นกัน โดยหลักการให้ทุกคนในหมู่บ้านต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับกิจกรรม โครงการที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านของตน ถือเป็นโรงเรียนสำหรับประชาธิปไตยและโรงเรียนฝึกความรักชาติระดับหมู่บ้าน โดยเฉพาะ การเริ่มตั้งแต่การรักชุมชนของตนเอง
ส่วนกลไกของแนว Saemual Undong ใช้แผนงานการพัฒนาหมู่บ้าน โดยมี "สภาหมู่บ้าน" ร่วมมือกันจัดทำแผน และส่งต่อให้กับท้องถิ่น หรือระดับประเทศ จนถึงขั้นระดับจังหวัด ที่มี "สภาจังหวัด" เป็นผู้ประสานงานลงสู่ระดับล่าง ซึ่งก็มี "สภาแห่งชาติ" (National Council) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำแผนงานและโครงการ
สำหรับการช่วยเหลือของรัฐบาล ได้แบ่งการช่วยเหลือหมู่บ้านเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มหมู่บ้านล้าหลัง ยังไม่พัฒนา ก็ต้องกระตุ้นให้ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการช่วยเร่งประชาชนในหมู่บ้านให้ขยายโครงการเพื่อยกระดับรายได้ (2) กลุ่มหมู่บ้านกำลังพัฒนา (3) กลุ่มหมู่บ้านที่พัฒนาแล้ว ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ช่วยเหลือตนเองได้แล้ว
ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นเศรษฐกิจชุมชน การผลิต การใช้แรงงานจะเน้นการสร้างงานในชุมชนเป็นที่ตั้ง โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบๆ หมู่บ้าน มาก่อให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งมีการเร่งขยายระบบการชลประทานและการระบายน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ให้กับหมู่บ้าน มีการใช้แรงงานจากชาวบ้าน ภายใต้การสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจากรัฐ
บทเรียนของเกาหลีใต้ตามแนวทางการปฏิรูปแบบ Saemual Undong เป็นรูปแบบการปฏิรูปประเทศที่ใช้ชุมชนหมู่บ้านเป็นฐาน ที่ทำให้หมู่บ้านเข้มแข็ง คนในหมู่บ้านรู้จักจัดการตนเองและพึ่งตนเอง โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัยต่างๆ ที่กระทำได้อย่างจริงจัง ถือเป็นการปฏิรูปคนที่เริ่มจากรากฐานคน ข้างล่าง (Bottom Up) ชุมชนหมู่บ้าน ขึ้นมา และหมู่บ้านจะต้องแสดงศักยภาพหรือขีดความสามารถให้ปรากฏ รัฐบาลจึงจะดำเนินการให้การสนับสนุนช่วยเหลือ
ความจริงแล้วเมื่อย้อนดูประเทศไทยของเรา เราจะพบว่าเรามีอะไรที่เป็นจุดแข็งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทุนทางทรัพยากร ป่า ดิน น้ำ ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ แต่ขาดการดึงมาใช้ประโยชน์ ตัวอย่างโครงการพระราชดำริ และโครงการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งได้วางแนวทางการพัฒนาและการ ปฏิรูปประเทศไว้ให้กับคนไทย เพียงแต่ว่ารัฐบาล หน่วยงานราชการ ขาดการดำเนินงานอย่างจริงจัง หรือดำเนินการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง และนำส่วนที่เป็น แนวปฏิบัติที่ดีๆ (Best Practice) มาเป็นตัวอย่างเผยแพร่ให้มีการเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ เพราะการปฏิรูปประเทศของไทยมักจะละเลยชุมชน หมู่บ้าน และ ท้องถิ่น โดยเฉพาะความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปพฤติกรรมของคนให้มีความรักในการทำงานเพื่อพึ่งตนเองมากกว่าการรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลและส่วนราชการ หรือหวังพึ่งสิ่งที่อยู่ภายนอกชุมชน นอกจากนี้ ยังไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องของการ กระจายอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่นเพื่อ ใช้ฐานชุมชนท้องถิ่นมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนิสัยของคนไทยที่ต้องก่อให้เกิดความมุ่งมานะ ขยัน อดทน อดออม มีความซื่อสัตย์ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
ผมจึงเห็นว่าการปฏิรูปประเทศตลอดระยะเวลาในช่วงที่ผ่านมามักทุ่มเทและเน้นไปที่การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศในชื่อต่างๆ เป็นต้นว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แม้กระทั่งแนวคิดในการแต่งตั้งบุคคลไปดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ประเทศด้านต่างๆ ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายคลึงไม่แตกต่างกัน นั่นก็คือการเริ่มต้นจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง (Top Down) บทเรียนในแนวทางนี้ที่่จะได้เป็นผลลัพธ์ก็คือ เอกสารรายงานปฏิรูป (Paper Work) ในหลายๆ ฉบับ แต่ขาดการนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่วนภาคประชาชน พลเมืองในระดับชุมชนท้องถิ่นก็ได้แต่แหงนเฝ้าดูการปฏิรูป ซึ่งขาดการ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ ขาดการพัฒนาจิตสำนึกเพื่อร่วมกันสร้างชาติ สร้างสังคมของตนเอง และนี่คือส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทยที่ยังสะเปะสะปะ ไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากนัก n







