
โอกาสในการซื้อ MTLS
ประกิตผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน 520 บริษัทคิดเป็น 98.16% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มีผลกำไรสุทธิรวม 2.25 แสนล้านบาท ลดลง 8.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 22% จากไตรมาสแรก
ประกิต
ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน 520 บริษัทคิดเป็น 98.16% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) มีผลกำไรสุทธิรวม 2.25 แสนล้านบาท ลดลง 8.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 22% จากไตรมาสแรก
ส่งผลให้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 5.15 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับที่ Consensus คาด โดยกำไรดังกล่าวคิดเป็น 51.5% ของที่คาดไว้ทั้งปี 2560 ที่ 9.99 แสนล้านบาท ทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดการปรับลดกำไรต่อหุ้นปี 2560 ลงจากระดับ 100.79 บาท/หุ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่รายงานงบดีกว่าคาดมากจะมีโอกาสถูกปรับขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน รับเหมาก่อสร้าง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับกลุ่มที่แย่กว่าตลาดคาดต้องระวังการถูกปรับลดประมาณการธนาคาร ปิโตรเคมี ขนส่ง มองว่าดัชนีรับรู้เรื่องกำไรตลาดไปหมดแล้ว ถัดจากนี้ตลาดน่าจะให้ความสำคัญรายงานตัวเลขเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) งวดไตรมาส 2 ในวันที่ 21 ส.ค. 2560 ซึ่ง KS Research คาดไว้ที่ 3.3% หากออกมาดีกว่าคาด จะทำให้ตลาดคาดหวังต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง
ดัชนีหุ้นไทยขาดปัจจัยบวกใหม่มานานมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ KS Research คาดจีดีพีจะเติบโตในครึ่งหลังของปีที่ 3.65% แบ่งเป็นไตรมาส 3 ที่ 3.4% และไตรมาส 4 ที่ 3.9% โดยตัวขับเคลื่อนสำคัญจะเป็นการ ส่งออกและภาคท่องเที่ยวที่ยังดีต่อเนื่อง รวมไปถึงการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งมักจะมีการเร่งเบิกจ่ายในช่วงปลายงวดและต้นงวดของปีงบประมาณ โดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โรงแรม และรับเหมาก่อสร้างจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์
หุ้นที่น่าสนใจ คือ บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) หลังจากที่ปรับลงมาหนักจนต่ำกว่า 32 บาท เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ที่จะครบกำหนดชำระ 6,000 ล้านบาท (คิดเป็นประมาณ 20% ของหนี้สินรวม) และความกังวลว่า MTLS จะต้องเพิ่มทุน ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือ
ทั้งนี้ไม่มีอะไรให้น่ากังวล เพราะ MTLS ยังเหลือวงเงินกู้กับธนาคารมากกว่า 5,000 ล้านบาท และมีแผนที่จะลดสัดส่วนเงินกู้ระยะสั้นและไปเพิ่มระยะยาว ดังจะเห็นจากสัดส่วนเงินกู้ระยะยาวเกิน 1 ปี ณ สิ้นงวดไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมาที่ 51% จาก 36% ณ สิ้นงวดไตรมาสแรกสะท้อนว่า MTLS ได้จัดการความเสี่ยง ด้วยการใช้แหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่แทนเงินกู้ระยะสั้นที่มีอัตราลอยตัวด้วยการปรับโครงสร้างเงินทุน น่าจะทำให้สัดส่วนเงินกู้ระยะสั้นน่าจะลดต่ำลงเรื่อยๆ และด้วยสินเชื่อที่ใหญ่กว่า 3 หมื่นล้านบาท สินเชื่อมีระยะเวลาไถ่ถอนเฉลี่ย 1-1.5 ปี จึงทำให้ MTLS ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง
MTLS ไม่มีแผนที่จะเพิ่มทุนใน 2 ปีนี้ เนื่องจากด้วยโครงสร้างเงินทุนเพียงพอที่จะทำให้มีการเติบโตใน 3 ปีข้างหน้าเฉลี่ยปีละ 43% อยู่แล้ว สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อทุนยังอยู่ที่ 2.88 เท่า ต่ำกว่าระดับนโยบายของบริษัทที่ต้องการควบคุมอัตราส่วนไม่ให้เกิน 4 เท่า เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ MTLS ต้องทำการเพิ่มทุนระดับราคาหุ้น ณ ปัจจุบันถือว่ามีมูลค่าที่น่าสนใจมาก สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เพียง 30 เท่า ราคาตามมูลค่าบัญชี 7.66 เท่า ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ขณะที่มูลค่าพื้นฐานปัจจุบันอยู่ที่ 39 บาท มีโอกาสเพิ่มขึ้นเปิดกว้างถึง 21.8% เป็นโอกาสในการเข้าเก็บสะสม







