
5 ทศวรรษประทับใจ What a Wonderful World
เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทองเมื่อตื่นขึ้นมาพบกับเช้าที่สดใส การได้มีชีวิตอยู่อีกหนึ่งวันช่างเป็นสิ่งสวยงาม และเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง จึงเลือกจะเฉลิมฉลองวาระพิเศษนี้ ด้วยบทเพลงซึ่งเดินทางผ่านกาลเวลามาแล้ว 50 ปี "What a Wonderful World" เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเด่นของ "หลุยส์ อาร์มสตรอง" ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของแจ๊ซ
เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง
เมื่อตื่นขึ้นมาพบกับเช้าที่สดใส การได้มีชีวิตอยู่อีกหนึ่งวันช่างเป็นสิ่งสวยงาม และเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง จึงเลือกจะเฉลิมฉลองวาระพิเศษนี้ ด้วยบทเพลงซึ่งเดินทางผ่านกาลเวลามาแล้ว 50 ปี "What a Wonderful World" เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเด่นของ "หลุยส์ อาร์มสตรอง" ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของแจ๊ซ
"ดนตรีแจ๊ซไม่ใช่การแสดงของคนคนเดียว แต่ถ้าผมต้องเลือกใครสักคนมาเป็นผู้แทนของแจ๊ซละก็ คนนั้นต้องเป็น หลุยส์ อาร์มสตรอง"
- ไมล์ส เดวิส
หลุยส์ อาร์มสตรอง เกิดวันที่ 4 ส.ค. เมื่อ 116 ปีที่แล้ว แม้ว่าตัวของเขาจะจากไปนานแล้ว แต่ผลงานยังคงอยู่ ทุกวันนี้เรายังคงได้ยินได้ฟัง What a Wonderful World (และเพลงอื่นๆ) ของเขาเสมอๆ เช่นเดียวกันกับอิทธิพลของเขาที่ยังคงมีอยู่ในมวลหมู่นักดนตรียุคใหม่
เกิดเมื่อปี 1901 ในครอบครัวยากจนที่ นิวออร์ลีนส์ สหรัฐ หลุยส์สนใจดนตรีตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็ก ก่อนจะได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องดนตรีอย่างจริงจังในโรงเรียนดัดสันดาน แล้วจึงกลายมาเป็นหัวหน้าวงและนักเป่าทรัมเป็ตผู้เชี่ยวชาญ เขาผ่านงานห้องอัดและแสดงสดมาอย่างโชกโชนในช่วงทศวรรษ 1920 นอกจากนี้ หลุยส์ ยังมีพรสวรรค์ในเรื่องการร้องเพลง เสียงต่ำทุ้มของเขาเป็นเอกลักษณ์ที่ใครๆ โปรดปราน
ในปี 1926 หลุยส์ อาร์มสตรอง และวงดนตรีของเขาก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเมื่องานเพลง Muskrat Ramble โด่งดังจนขึ้นอันดับท็อปเทน ปีต่อมาเพลง Big Butter and Egg Man ก็เป็นเพลงร้องเพลงแรกๆ ของ หลุยส์ ที่ได้รับความนิยม เมื่อเขาร้องเพลง Ain't Misbehavin ให้กับละครบรอดเวย์ก็ยิ่งส่งให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจาย จากนั้นหลุยส์ก็ได้แสดงภาพยนตร์ครั้งแรกเรื่อง Ex-Flame ซึ่งออกฉายในปี 1931
เขาเดินทางไปทำงาน รวมทั้งใช้ชีวิตในหลายเมืองทั่วสหรัฐและในยุโรป ไม่เพียงเป็นที่ชื่นชอบของคนฟัง แต่นักวิจารณ์ดนตรีต่างก็รักเขา หลุยส์ อาร์มสตรอง บางคนถึงกับบอกว่า "ถ้าหากคุณไม่ชอบ หลุยส์ อาร์มสตรอง แล้วละก็ คุณก็คงไม่รู้วิธีที่จะรัก"
เมื่อยุคดนตรีสวิงเสื่อมความนิยมลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลุยส์ อาร์มสตรอง ก็ยุบวงบิ๊กแบนด์แล้วตั้งวงใหม่ชื่อ ออล สตาร์ส และวงเดินทางไปแสดงดนตรีทั่วโลก
ในปี 1959 หลุยส์ อาร์มสตรอง มีอาการหัวใจวาย แต่ก็ไม่เคยหยุดทัวร์ ก่อนจะเริ่มรับงานน้อยลงในทศวรรษ 1970 แต่ว่าเขายังคงรักที่จะได้เล่นดนตรีต่อหน้าผู้คนเสมอ แม้ว่าสภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย ขณะที่พักรักษาตัวเขายังซ้อมทรัมเป็ตอยู่แทบทุกวัน เพราะ "ทั้งชีวิตและวิญญาณทั้งหมดของผมอยู่เพื่อที่จะเป่าทรัมเป็ต" หลุยส์ อาร์มสตรอง จากโลกนี้ไปที่นิวยอร์ก ด้วยโรคหัวใจ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 1971 ขณะอายุ 69 ปี
ในช่วงเวลากว่า 5 ทศวรรษในการทำงาน หลุยส์ได้พบและเผชิญทั้งการเปลี่ยนผ่านทางดนตรี สงคราม การเมือง และการต่อสู้เรื่องสิทธิของสีผิว ดนตรีในยุคแรกๆ ของเขาเป็นแจ๊ซจ๋าจัด โชว์ทักษะของนักดนตรีผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่งานยุคหลัง ค่อนข้างป๊อป สนุกสนาน ทำให้บางครั้งเขาถูกดูแคลนจากผู้คนในแวดวงแจ๊ซ
หลังจากตัวเขาจากไป ชื่อเสียงและการยอมรับใน หลุยส์ อาร์มสตรอง ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในทศวรรษ 1980-1990 นักดนตรีแจ๊ซชาวแอฟริกัน-อเมริกันรุ่นหลังเช่น วินตัน มาร์ซาลิส, จอน แฟดดิส, นิโคลัส เพย์ตัน ฯลฯ เริ่มพูดถึงความสำคัญของ หลุยส์ อาร์มสตรอง ทั้งในฐานะนักดนตรีและมนุษย์คนหนึ่ง
ด้วยความโดดเด่นที่ยากจะถูกเมินเฉย ทั้งด้วยผลงาน บุคลิก รอยยิ้ม และเสน่ห์ส่วนตัวเมื่ออยู่บนเวที ทั้งหมดทำให้เขาถูกขนานนามว่าเป็น "ทูตแห่งดนตรีแจ๊ซ" คนส่วนหนึ่งเรียกเขาว่า แซทช์โม ตามชื่อผลงาน Satchmo at Symphony Hall (ปี 1951) บางคนเรียกเขาว่า ป๊อปส์ และ ท่านทูตแซทช์
เมื่อปี 1977 บ้านของ หลุยส์ อาร์มสตรอง ในย่านควีนส์ถูกประกาศให้เป็นสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติและกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทุกปีจะมีผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกแวะมาเยือน เขาเป็น 1 ใน 100 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อสหัสวรรษที่ผ่านมาจากการจัดของนิตยสารไลฟ์
สำหรับ What a Wonderful World ที่มีอายุครบ 50 ปีในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในเพลงดังของ หลุยส์ อาร์มสตรอง นอกเหนือจาก Star Dust, La Vie En Rose ฯลฯ เพลงนี้เป็นป๊อปบัลลาด/แจ็ซ แต่งโดยคู่ขวัญสำคัญของวงการดนตรี คือ บ็อบ ทีล และ จอร์จ เดวิด ไวซ์
หลุยส์ อาร์มสตรอง บันทึกเสียงเพลงนี้ในปี 1967 แรกนั้นไม่โด่งดังที่สหรัฐนัก แต่ไปขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ที่อังกฤษ ทำให้หลุยส์เป็นศิลปินชายที่อายุมากที่สุด (66 ปี 10 เดือน) ซึ่งมีผลงานอันดับ 1 ใน ยูเค ซิงเกิ้ล ชาร์ต ก่อนจะถูกทำลายสถิติในภายหลัง What a Wonderful World มีศิลปินมากมายนำไปคัฟเวอร์ ทั้งถูกนำไปประกอบภาพยนตร์ และซีรี่ส์ทางโทรทัศน์มากมาย ที่กล่าวขวัญถึงมากคือเมื่อนำไปเป็นซาวด์แทร็ก Good Morning, Vietnam (ปี 1987) เพลงนี้เวอร์ชั่นของ หลุยส์ อาร์มสตรอง ถูกบรรจุอยู่ในแกรมมี่ ฮอลล์ ออฟ เฟม ในปี 1999 และเมื่อปี 2014 หลังจากที่เปิดขายในรูปแบบดิจิทัล ถูกดาวน์โหลดไปมากถึง 2,173,000 ครั้ง เฉพาะในสหรัฐ
เนื้อเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสามารถของ หลุยส์ อาร์มสตรอง ในการทำให้ผู้คนต่างเชื้อชาติสีผิวมารวมกันเข้าเป็นหนึ่ง เพลงนี้ยังคงเป็นเพลงแห่งความหวังและการมองโลกในแง่ดี เนื้อเพลงง่ายๆ ที่พูดถึงดอกกุหลาบ สายรุ้ง และทารก แต่บางคนฟังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในเสียงของ หลุยส์ อาร์มสตรอง เพลงนี้เกิดขึ้นในระหว่างสงครามเวียดนาม และการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง อีกทั้งสุขภาพของ หลุยส์ เองก็มีปัญหา อีกทั้งความเป็นจริงในชีวิตในวัยเด็กของผู้ถ่ายทอดซึ่งไม่ได้งดงาม
ตัวของ หลุยส์ อาร์มสตรอง เองก็รักเพลงนี้มาก เขาแสดงเพลงนี้ทุกที่ รวมทั้งในรายการโทรทัศน์มากมาย เขาอยากให้ทุกคนได้ฟังเพลงนี้ เพื่อความหวังและการมองในแง่ดี
"เด็กๆ บางคนมาพูดกับผมว่า ... เฮ้ ป๊อปส์ คุณหมายถึงอะไร โลกที่แสนสวยงามอะไร ตอนนี้สงครามมีอยู่ทั่วไปหมด อย่างนี้คุณยังจะเรียกว่า สวยงามเหรอ" ในใจของ หลุยส์ คิดว่า "ไม่ใช่โลกหรอกที่เลวร้าย สิ่งที่คนเราทำต่างหาก" แต่ทั้งหมดซึ่งผู้เฒ่า หลุยส์ อาร์มสตรอง พูดออกไปคือ "ดูสิ โลกนี้ออกจะสวยงาม ถ้าเพียงแต่เราให้โอกาสมัน ความรักไงที่รัก ความรัก นี่คือ ความลับ ..."
จนถึงวันนี้ สิ่งที่ หลุยส์ อาร์มสตรอง คิด พูด และร้องยังคง "จริง" และสัมผัสถึงหัวใจของผู้คนได้อยู่เสมอ
"I see trees of green, red roses to / I see them bloom, for me and you / And I think to myself, what a wonderful world."







