
บจ.กำไรลดเกือบทุกกลุ่ม
จนถึงเย็นวันที่ 16 ส.ค. 2560 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้ประกาศงบไตรมาส 2 ปี 2560 ราว 560 บริษัท รวม 2.216 แสนล้านบาท คิดเป็น 99% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ลดลง 11% จากงวดไตรมาส 2 ปี 2559 และลดลง 23.2% จากงวดไตรมาสแรก ปี 2560 ทั้งนี้ เป็นการลดลงเกือบทุกกลุ่ม หากไม่รวมกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่า ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 1.649 แสนบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 26.2% จากไตรมาสแรก ปี 2560 โดยกลุ่มที่ลดลงมากสุดคือขนส่ง ส่วนใหญ่ทางอากาศและทางทะเลลดลง 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 86% จากไตรมาสแรก
จนถึงเย็นวันที่ 16 ส.ค. 2560 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ได้ประกาศงบไตรมาส 2 ปี 2560 ราว 560 บริษัท รวม 2.216 แสนล้านบาท คิดเป็น 99% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ลดลง 11% จากงวดไตรมาส 2 ปี 2559 และลดลง 23.2% จากงวดไตรมาสแรก ปี 2560 ทั้งนี้ เป็นการลดลงเกือบทุกกลุ่ม หากไม่รวมกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พบว่า ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ 1.649 แสนบาท ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 26.2% จากไตรมาสแรก ปี 2560 โดยกลุ่มที่ลดลงมากสุดคือขนส่ง ส่วนใหญ่ทางอากาศและทางทะเลลดลง 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 86% จากไตรมาสแรก
กลุ่มไอซีที ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 40% จากไตรมาสแรก ตามมาด้วย ปิโตรเคมี ลดลง 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 42% จากไตรมาสแรก กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 30% จากไตรมาสแรก และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ลดลงอัตราเท่ากัน 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก เป็นต้น
กลุ่มที่เพิ่มขึ้นสวนทางมีน้อย ที่ โดดเด่นคือ โรงพยาบาล เพิ่มขึ้น 67.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่ม 44% จากไตรมาสแรก และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่ม 80% จากไตรมาสแรก
รองลงมาคือ พาณิชย์ 15% และ 2% ที่เหลือปรับขึ้นเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสแรก ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ เพิ่ม 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 6% จากไตรมาสแรก และท่องเที่ยวและโรงแรม เพิ่ม 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 83% จากไตรมาสแรก
เมื่อรวมกำไรงวดไตรมาสแรก ปี 2560 ที่ทำกำไรสุทธิรวมกัน 2.85 แสนล้านบาท ในงวดครึ่งแรกปีนี้ กำไรตลาดน่าจะทำได้ราว 5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของประมาณการกำไรปี 2560 ที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินไว้ 9.9 แสนล้านบาท แม้ยังมิได้รวมผลกระทบจากการปรับลดสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนลงจากเดิม 35 บาท เหลือ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในกลุ่มส่งออกที่ทยอยปรับหลังประกาศงบงวดนี้ แต่คาดว่าจะกระทบกำไรตลาดน้อย กำไรกลุ่มเกษตร-อาหารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับลดลงกลุ่มละ 5% จากประมาณการเดิม แต่กำไรทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนน้อยราว 4% ของตลาดรวม
ภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่าแรงขายรวมงบน่าจะลดลง แต่ดัชนียังมีแนวโน้มแกว่งตัวหรือซึม เพราะยังมีการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง-ยาว แนะนำหุ้นปันผลสูงธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH)
หุ้นโดดเด่นตามฤดูกาลส่งออก/ ท่องเที่ยวในงวดไตรมาส 3-4 บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) หุ้นที่มี การเติบโตเด่น บริษัท คอมเซเว่น (COM7) บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) บริษัทเมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) หุ้นอิง การฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก บริษัท พีทีทีจีซี (PTTGC) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) และหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ราคาหุ้นลงลึก มากเกินไป จากความกังวลปัญหา หนี้เสีย







