
ค่ารถเมล์เป็นธรรม
ออกมารุมทึ้งกันอย่างเมามัน ในการปฏิรูปรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์ แค่เริ่มต้นจะเปลี่ยนแปลงก็มีการเรียกค่านายหน้ากัน 5-10% ไปทั่ววงการ อย่างที่ทราบกันทุกๆ การปรับเปลี่ยนประมูลเส้นทาง การประมูลรถเมล์ การขึ้นค่าโดยสารแค่ 1 บาท หรือ 50 สตางค์ มีเงินทอนที่จะเรียกเก็บจากผู้รับสัมปทานต่อเส้นทางต่อคันมากถึงคันละล้านบาท
ออกมารุมทึ้งกันอย่างเมามัน ในการปฏิรูปรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์ แค่เริ่มต้นจะเปลี่ยนแปลงก็มีการเรียกค่านายหน้ากัน 5-10% ไปทั่ววงการ อย่างที่ทราบกันทุกๆ การปรับเปลี่ยนประมูลเส้นทาง การประมูลรถเมล์ การขึ้นค่าโดยสารแค่ 1 บาท หรือ 50 สตางค์ มีเงินทอนที่จะเรียกเก็บจากผู้รับสัมปทานต่อเส้นทางต่อคันมากถึงคันละล้านบาท
รวมทั้งโมเดลใหม่ที่จะรวมผู้ประกอบการรถเมล์ร่วมมาต่อรองกับรัฐให้นำสัมปทานที่ยังเหลืออยู่มาแปลงเป็นทุน โดยไม่โดนมาตรา 44 ยกเลิกสัมปทานทั้งหมด จากนั้นให้เหลือสัมปทานเส้นทางละ 2 ปี ก่อนที่กรมการขนส่งทางบกจะนำไปเปิดประมูล ก็มีการเรียกค่านายหน้า 5% จาก 10% ที่จะวางในขั้นตอนเชิญประชุมตรวจสอบประเมินและตกลงราคา
ดังนั้น ถ้าเริ่มต้นปฏิรูปรถเมล์ก็เพื่อกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อผู้โดยสารแบบนี้แล้วละก็ คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ผลการปฏิรูปรถเมล์เพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้าครั้งนี้จะออกมาเละไปตามผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับกลุ่มใดมากน้อยแค่ไหน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากให้รัฐบาลตั้งหลัก ปฏิรูปแล้วให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวบ้านผู้โดยสารที่ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย
ตามที่ทราบกันว่ารัฐบาลเตรียมปฏิรูปเส้นทางเดินรถโดยสารในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยให้กรมการขนส่งทางบก ดำเนินการแทนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ตามมติ ครม.วันที่ 27 ก.ย. 2559 โดยจะเพิ่มเส้นทางจาก 202 เส้นทาง เป็น 269 เส้นทาง เชื่อมรถไฟฟ้าแต่ละสายในจำนวนเส้นทางที่แบ่งจะเป็นของ ขสมก. 127 เส้นทาง และเปิดสัมปทานให้ประมูล 142 เส้นทาง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะใช้เวลาทยอยทำ 2 ปีในช่วงเปลี่ยนผ่านจะให้ผู้รับสัมปทานเดิมดำเนินการไป
พูดง่ายๆ คือ โอนอำนาจการเปิดประมูลเส้นทางจาก ขสมก.ไปอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก และมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางที่วิ่งซ้ำซ้อนกัน ไม่เชื่อมต่อกัน มาเป็นการวิ่งที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนอื่น เช่น รถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินมากขึ้น การเพิ่มเส้นทางจาก 202 เส้นทาง เป็น 269 เส้นทางดังกล่าว แน่นอนต้องมีการตัดเส้นทางวิ่งให้สั้นลง ดังนั้นหากชาวบ้านต้องนั่งรถระยะทางยาว คงต้องต่อรถหลายต่อมากขึ้น สิ่งนี้ก็กลายเป็นการขึ้นค่าโดยสารทางอ้อม ส่วนการปรับเส้นทางให้เชื่อมต่อรถไฟฟ้า หรือพูดง่ายๆ คือส่งคนขึ้นรถไฟฟ้ามากขึ้น ผู้โดยสารก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น
ขณะที่ผู้รับสัมปทานรถร่วม ขสมก.ในเส้นที่รถเมล์ร่วมวิ่งทับกับรถไฟฟ้าหลายสายก็ขาดทุนทุกวัน ส่วนเส้นที่ไม่วิ่งทับรถไฟฟ้าและวิ่งยาวผ่านกลางเมือง เช่น รถเมล์สาย 8 ก็ยังกำไรดี จึงมีผู้แย่งขอสัมปทานเส้นทางสาย 8 ซ้อนกันถึง 4 ราย หรือถ้าเอาจำนวนรถเมล์สาย 8 ที่ได้สัมปทาน มาหารเฉลี่ยต่อป้ายรถเมล์ตลอดเส้นทางที่วิ่ง จะมีรถเมล์มากถึง 3-4 คันต่อป้ายรถเมล์ เมื่อเป็นเช่นนี้พฤติกรรมที่โดนร้องเรียนขับรถตีนผีจึงลงโทษกันพอเป็นพิธี
จากภาพรวมทั้งหมดจึงเห็นได้ว่าหากปฏิรูปรถเมล์ออกไปในรูปแบบนี้ ภาพที่ออกมาต้องวุ่นวายแน่ รัฐบาลต้องเข้าใจว่าทุกฝ่ายต้องการให้ปฏิรูปรถเมล์มานานแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ ขสมก.ขาดทุนสะสมมากถึงแสนล้านบาท เช่น ปัจจุบันถึงจะมาปฏิรูป แต่ถ้าปฏิรูปแล้วเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ได้ทำให้ค่าโดยสารคุ้มค่า หรือเกิดความเป็นธรรมกับส่วนรวม จะเรียกว่าปฏิรูปหรืออะไร







