
'นักช็อป'คืนชีพ กู้เศรษฐกิจญี่ปุ่น
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขยายตัวแกร่งถึง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบมากกว่า 2 ปี และยังเป็นการขยายตัวที่มากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ชาติ (จี7) อีกด้วย
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขยายตัวแกร่งถึง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบมากกว่า 2 ปี และยังเป็นการขยายตัวที่มากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ชาติ (จี7) อีกด้วย
การฟื้นตัวขึ้นมานั้นเป็นผลมาจากการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ฟื้นตัวดีขึ้นที่สุดในรอบ 3 ปี และกลายเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ในที่สุด "นักช็อป" ของญี่ปุ่นก็ "คืนชีพ" ขึ้นมาแล้ว โดยได้แรงสนับสนุนมาจากค่าจ้างแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก็ช่วยปลุกให้ห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ทว่า การฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงต้องจับตาดู ต่อไปในภายหน้า โดยเฉพาะการเติบโตของค่าจ้างแรงงานและจำนวนนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ค่าจ้างแรงงานสำหรับพนักงานพาร์ตไทม์ปรับขึ้น 2.3% ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ด้วยอัตราว่างงานในระดับต่ำที่ 2.8% และตำแหน่งงานว่างที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 43 ปี สร้างความหวังว่าค่าแรงจะปรับตัวเพิ่มขึ้น
ในอีกนัยหนึ่งตำแหน่งงานว่างจำนวนมากดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการขาดแคลนแรงงานอย่างหนักในญี่ปุ่น โดยเอกชนญี่ปุ่นอยู่ในช่วงเปลี่ยนแนวทางการจ้างงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะไปทุ่มเงินจ้างพนักงานผู้มีประสบการณ์ทำงานมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนผู้เปลี่ยนงานใหม่ในญี่ปุ่น หรือจ๊อบฮอปเปอร์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมา 7 ปีติดต่อกัน จนแตะระดับ 3.06 ล้านคน ในปีที่แล้ว หรือสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
การเปลี่ยนงานเป็นเรื่องที่ "ผิดแปลก" ไปจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งนิยมทำงานที่เดียวไปจนเกษียณ โดยนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในศร 3 ดอก ร่วมกับการใช้การกระตุ้นทางการคลังและการเงินของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ กำลังเริ่มส่งผล เช่น การกระตุ้นให้ผู้คนลาออกจากงานปัจจุบัน เพื่อหาตำแหน่งงานที่รายได้ดีกว่า หรือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม คาเมรอน อุเมซึ หัวหน้านักกลยุทธ์ฝ่ายตราสารหนี้ญี่ปุ่นของ มิซูโฮ อินเตอร์เนชันแนล เปิดเผยว่า การจะขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานจนเห็นผลต่อเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องยากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และยิ่งกลายเป็นงานยากสำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ต้องการให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การขึ้นค่าจ้างแรงงานให้กับพนักงานเต็มเวลายังปรับขึ้นน้อยกว่าที่ควรเป็นในภาวะตลาดแรงงานตึงตัว
"แม้ตลาดแรงงานจะตึงตัว แต่การขยายตัวของค่าจ้างกลับน้อยมากในญี่ปุ่น ซึ่งผมคิดว่าคุณคงแย้งผม เพราะเศรษฐกิจประเทศอื่นก็ประสบสถานการณ์เช่นเดียวกับญี่ปุ่น แต่พวกเรายังคิดว่าต้องให้ความสำคัญกับการขึ้นค่าแรง ซึ่งสำคัญสำหรับการเอาชนะภาวะเงินฝืด" ทาปาน ดัตตา หัวหน้าฝ่ายการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของเอออน ฮิววิท เปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี
ขณะเดียวกัน จำนวนแรงงานที่นิยมเปลี่ยนงานเร็วราว 3.06 ล้านคน ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดแรงงานทั้งหมดในญี่ปุ่นที่ 65 ล้านคน เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ตามข้อมูลของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และยิ่งน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดในญี่ปุ่นที่ราว 130 ล้านคน ซึ่งสัดส่วนของผู้มีอายุมากกว่า 64 ปี คาดจะแตะ 38% ในอีก 5 ปีข้างหน้า
จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยและจำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้น ทำให้การเก็บเงินเพื่อใช้หลังเกษียณกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชาวญี่ปุ่นและ "แนวคิด" ดังกล่าวก็ยากจะแก้ไข
เพื่อช่วยเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ญี่ปุ่นจึงพยายามดึงต่างชาติเข้าไปใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น โดยการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2017 จำนวนนักท่องเที่ยวปรับขึ้น 17.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 13.76 ล้านคน เพิ่มขึ้นสูงสุดทำสถิติใหม่
นักท่องเที่ยวเหล่านั้นเข้าไปใช้จ่ายในญี่ปุ่นมากถึง 2.05 ล้านล้านเยน (ราว 6.15 แสนล้านบาท) ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ สูงสุดทำสถิติใหม่ และปรับขึ้นจากปีก่อน 8.6%
จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้ห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นคึกคัก โดยยอดขายของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น 229 แห่งของเอกชน 80 ราย ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอดขายของห้างสรรพสินค้าปลอดภาษีเพิ่มขึ้นถึง 41.4% ของยอดขายสินค้าหรูที่เพิ่มขึ้น จนสามารถช่วยทดแทนยอดขายโดยรวมของเสื้อผ้าและอาหารที่ปรับลดลงไป
อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการซ่อมบำรุงสถานที่ท่องเที่ยว เช่นเดียวกับการใช้โปรโมทสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงเตรียมการเพื่อให้พร้อมรองรับชาวต่างชาติที่จะมาเยือนญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นในปี 2020 ซึ่งเป็นปีแห่งการจัดกีฬาโอลิมปิก
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่มีการเสนอให้จัดเก็บภาษีกับนักท่องเที่ยว มากขึ้น โดย อากิฮิโกะ ทารุมะ อธิบดีองค์กรการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ทางองค์กรกำลังพิจารณาและศึกษาการเก็บภาษีขาออกกับนัก ท่องเที่ยว เพื่อนำภาษีดังกล่าวมาใช้เป็นเงินทุนสำหรับการโปรโมทการ ท่องเที่ยวในต่างประเทศ และยกระดับระบบการตรวจคนเข้าเมือง
ก่อนหน้านี้ เกียวโต เมืองท่องเที่ยวสำคัญ เตรียมจะเก็บภาษีนัก ท่องเที่ยวที่มาค้างคืนที่พำนักอาศัยในเมือง เช่น โรงแรมในเกียวโต เพื่อนำเงินดังกล่าวมาพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงระบบการขนส่งมวลชนภายในเมือง ซึ่งจะเริ่มต้นอย่างเร็วที่สุดภายในปีหน้า
ทว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวสร้างความกังวลว่า อาจจะกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งญี่ปุ่นตั้งใจจะดึงนักท่องเที่ยวให้ได้ 40 ล้านคน ภายในปี 2020
การจับจ่ายใช้สอยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคญี่ปุ่น และการท่องเที่ยวที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นคึกคัก จึงยังคงเผชิญกับความเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ฟื้นคืนชีพโดยสมบูรณ์แบบ
แต่ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "นักช็อป" เป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้เติบโตแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาชาติ จี7 n







