posttoday
เฑียร คล้ายมาลากุณ นักวิ่งหาโอกาสทำเงิน

เฑียร คล้ายมาลากุณ นักวิ่งหาโอกาสทำเงิน

09 สิงหาคม 2560

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์การลงทุนนั้นเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ขอเพียงให้ได้มองหาโอกาส เราสามารถทำอะไรบนโลกใบนี้ก็ได้ถ้ามองหาโอกาสเจอ แต่คนส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่มองหาโอกาส มัวแต่รอให้โอกาสวิ่งมาหา

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การลงทุนนั้นเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ขอเพียงให้ได้มองหาโอกาส เราสามารถทำอะไรบนโลกใบนี้ก็ได้ถ้ามองหาโอกาสเจอ แต่คนส่วนใหญ่นั้นมักจะไม่มองหาโอกาส มัวแต่รอให้โอกาสวิ่งมาหา

นี่คือแนวคิดของ เฑียร คล้ายมาลากุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอริออน ดีเวลลอปเม้นท์ ในวัย 34 ปี ผู้ซึ่งเลือกที่จะเดินไปคว้าโอกาสลงทุนมากกว่าจะยืนอยู่เฉยๆ รอให้เงินเดินมาหา

เฑียร เล่าว่า เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 19 ปี ในช่วงที่เพิ่งจบเพียงมัธยมปลาย เป็นการทำงานไปด้วยเรียนต่อไปด้วย โดยเข้าไปทำงานกับคุณอาซึ่งเป็นนักธุรกิจอยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เป็นนักพัฒนา ซื้อขายที่ดิน ขายวัสดุก่อสร้าง และรับเหมาก่อสร้าง

สำหรับงานที่เข้าไปช่วยทำ งานแรกคือการเป็นโฟร์แมนในโครงการก่อสร้าง จากนั้นก็ผันตัวมาช่วยงานเป็นพนักงานขายในร้านวัสดุก่อสร้าง และย้ายต่อไปดูงานบัญชี รวมๆ แล้วก็ได้เข้าไปทำงานหลายส่วนของธุรกิจ เป็นที่มาให้เริ่มอยากมีธุรกิจของตัวเองในวัย 23 ปี

จากนั้นก็เริ่มจากทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอง ซึ่งเมื่อทำธุรกิจเองพบว่าไม่ง่ายเลย และได้รู้ซึ้งกับคำว่า "เข้าใจว่าธุรกิจทำอย่างไร กับเคยทำ ไม่เหมือนกัน"

ตอนที่ทำส่วนต่างๆ ธุรกิจคิดว่าเข้าใจแล้วว่าถ้าสร้างองค์กรต้องทำอย่างไร พอมาถึงหน้างานจริงทุกอย่างมีปัจจัยแวดล้อมเต็มไปหมด ผลคือธุรกิจแรกล้มเหลว เพราะควบคุมผู้รับเหมา ควบคุมต้นทุนไม่ได้ จากนั้นจึงลองหันไปทำงานประจำเป็นผู้จัดการนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมในพัทยา

เมื่อไปทำงานนี้จึงเห็นโอกาสจากการมีลูกค้ามาขอเช่าหรือซื้อขายห้องคอนโดมิเนียมมาก จึงจัดตั้งทีมงานมารับบริหารจัดการการเช่าและซื้อขายให้ลูกค้า ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จจนขยายมาทำบริษัทรับบริหารการซื้อขายและให้เช่าเต็มรูปแบบ

หลังจากนั้นก็ไปมองหาโอกาสลงทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มต่อ จากการขอสัมปทานพื้นที่ให้บริการเตียงชายหาดในพัทยา โดยเคยมีรายได้สูงสุดหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว 2 แสนบาท/เดือน

กระทั่งปัจจุบันไม่ได้ทำเช่าพื้นที่เตียงชายหาดแล้ว แต่ยังรับบริหารซื้อขายและให้เช่าคอนโดมิเนียมอยู่ ควบคู่กับการลงทุนซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ประสบความสำเร็จกับการขายมาปรับปรุงฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ภายในและบริหารการขายเองทั้งหมด และไม่นานมานี้ก็ไปลงทุนทำคอนโดมิเนียมร่วมกับหุ้นส่วน

รวมทั้งเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินให้นักพัฒนาโดยจะคำนวณให้พร้อมว่าที่ดินนั้นจะไปพัฒนาอะไรได้ พร้อมกับทำโรงแรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ (บูติก โฮเต็ล) รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่บริษัทนำเที่ยวส่งมา

ทั้งนี้ ระหว่างทางก็เคยทำร้านอาหารญี่ปุ่นแต่ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว เพราะเมื่อต้องดูแลธุรกิจหลายๆ ตัวพร้อมกัน ก็เข้าไปควบคุมระบบ ควบคุมคุณภาพไม่ทั่วถึง

เฑียร ระบุว่า หลักการบริหารเงินของเขานั้นจะแบ่งเงินที่ได้มา 30% ไว้ออมด้วยการฝากประจำกับธนาคาร 20% ไว้ใช้จ่าย และที่เหลือเอาไปลงทุนทั้งหมด โดยลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมถึงลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

จากประสบการณ์ของเฑียร ที่เคยซื้อทาวน์เฮาส์ในเขตอุตสาหกรรมบ่อวิน 9 แสนบาท จากนั้นก็ปล่อยเช่า สร้างกำไรได้ 12% ต่อปี โดยได้ค่าเช่าเดือนละ 4,500 บาท เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ราคาทาวน์เฮาส์ก็ขึ้นไปเป็น 1.5 ล้านบาท

แนวทางตัดสินใจลงทุนของเฑียร จะมองจากกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก ทุกธุรกิจที่ลงทุนต้องมีลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ซึ่งการลงทุนมีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่ก็ทำแบบนี้มาตลอด โดยมี เป้าหมายว่า จากวิธีการบริหารเงินเช่นนี้จะทำให้มี เงินเพียงพอใช้ในวัยเกษียณ

"ถ้าเริ่มอายุมากขึ้น ด้านหนึ่งเราก็มีเงินออมที่ฝากเอาไว้ และมีอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเก็บไว้ตลอดช่วงที่ผ่านมา ซึ่งข้อดีของการเก็บเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ก็คือ หากปล่อยเช่าก็มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ พอเก็บไว้ระยะหนึ่งเวลาผ่านไปราคาก็ขึ้น ขายได้กำไร"

ข้อสำคัญก็คือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อหวังเป็นช่องทางเงินออมระยะยาวนั้น จะต้องเลือกที่ทำเลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เน้นทำเลที่ประเมินแล้วว่าจะทำราคาขึ้นได้ในอนาคต

เฑียร ให้ข้อคิดว่า แม้การลงทุนบางครั้งจะ ไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือ ประสบการณ์สำหรับใช้ในการลงทุนครั้งต่อไป

เพราะความไม่สำเร็จก็คือความรู้ ได้ความรู้มาก็ถือเป็นกำไรแล้ว และการลงทุนเริ่มจากจุดเล็กๆ ได้ แค่รู้จักมองหาโอกาสให้เจอ ซึ่งคนส่วนใหญ่ ไม่มองหาโอกาส แต่มักจะรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา ตัวเอง

"ทุกคนหาโอกาสทำธุรกิจได้หมด แค่เดินไปสำเพ็งแล้วซื้อของมาขายต่อก็ได้แล้ว"

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เฑียรมองว่า คงไม่ไปลงทุนคือ สิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ไม่ลงทุนในหุ้น เพราะไม่ได้มีความรู้ด้านนี้ เพราะเคยทดลองเข้าไปลงทุนมาก่อนแล้ว ผลก็คือเป็นเหมือนกับคนทั่วไป ที่กลายเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ทำให้ได้ข้อคิดกับตัวเองว่า ลงทุนในสิ่งที่ถนัดดีกว่า ซึ่งก็คืออสังหาริมทรัพย์ที่คลุกคลีมาโดยตลอด

จะเห็นได้ว่าคนเรามีโอกาสหารายได้เข้ามาได้ตลอดเวลา เพื่อรากฐานมั่นคงในอนาคตวัยเกษียณ เพียงแค่เริ่มมองหาก็จะเริ่มเห็นโอกาส เพราะถ้ามีแค่เพียงความอยากมีรายได้เพิ่ม แต่ไม่ออกไปหารายได้ก็คงไม่ลอยเข้ามาหาเอง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ