posttoday
หนี้กองทุนฟื้นฟูฯลด หนุนเศรษฐกิจฟื้น

หนี้กองทุนฟื้นฟูฯลด หนุนเศรษฐกิจฟื้น

13 สิงหาคม 2560

พรสวรรค์ นันทะผลจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งสะสางภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) หรือกองทุนฟื้นฟูฯ ให้ลดลงได้มากขึ้น จากหนี้ที่รับโอนมาประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ 9 แสนล้านบาท ช่วยเสริมให้ฐานะการเงินการคลังประเทศแข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากทำให้หนี้สาธารณะของประเทศลดต่ำลง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการจัดทำงบประมาณมาพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนได้ดีขึ้น

พรสวรรค์ นันทะ

ผลจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งสะสางภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) หรือกองทุนฟื้นฟูฯ ให้ลดลงได้มากขึ้น จากหนี้ที่รับโอนมาประมาณ 1.14 ล้านล้านบาท เหลืออยู่ประมาณ 9 แสนล้านบาท ช่วยเสริมให้ฐานะการเงินการคลังประเทศแข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากทำให้หนี้สาธารณะของประเทศลดต่ำลง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการจัดทำงบประมาณมาพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนได้ดีขึ้น

สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หนี้สาธารณะของประเทศล่าสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2560 อยู่ที่ 6.18 ล้านล้านบาท หรือ 41.54% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจากเดือนก่อน 1.62 แสนล้านบาท สาเหตุสำคัญที่หนี้สาธารณะลดลงได้ดีมาจาก ธปท.บริหารจัดการหนี้ของ FIDF ได้ดีมาก

ทั้งนี้ การลดลงของหนี้สาธารณะจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทย ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นฐานะการเงินการคลังของประเทศ พร้อมสนับสนุนการลงทุนของประเทศที่มีอีกจำนวนมาก โดยที่หนี้สาธารณะไม่เกินกรอบความยั่งยืนการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี

สำหรับความคืบหน้าการบริหารจัดการหนี้ FIDF ซึ่งเป็นหนี้ที่รับโอนมารายงานการบริหารหนี้ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารหนี้เงินกู้ฯ พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยความเสียหายให้กองทุนฟื้นฟูฯ ล่าสุดในเดือน ก.ค. 2560 พบว่า ยอดหนี้ ที่รับมา 1.14 ล้านล้านบาท ลดลงเหลือ 9.06 แสนล้านบาท รวมแล้ว ลดลงราว 2.3 แสนล้านบาท ตลอดการบริการจัดการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ในจำนวนนี้แบ่งเป็น หนี้จากการออกพันธบัตรกู้เงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ในปี 2541 (FIDF 1) จากที่รับโอนมา 4.63 แสนล้านบาท ลดลง 1.2 แสนล้านบาท เหลือยอดหนี้คงค้างที่ 3.4 แสนล้านบาท และพันธบัตรกู้เงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ในปี 2545 (FIDF 3) จากที่รับมา 6.75 แสนล้านบาท ลดลง 1.1 แสนล้านบาท เหลือยอดหนี้ 5.66 แสนล้านบาท

สำหรับที่มาของแหล่งเงินที่นำมาชำระหนี้ FIDF หลักๆ มาจากเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเก็บจากฐานเงินฝากในอัตรา 0.46% ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสามารถเก็บเงินจากส่วนนี้ไปชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไปได้แล้วทั้งสิ้น 2.44 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ แหล่งเงินที่นำมาชำระหนี้ FIDF ยังมาจากการบริการเงินหรือสินทรัพย์ที่อยู่ในความดูแลด้วย โดยเงินส่วนหนี้สามารถชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไปแล้วรวม 1.62 แสนล้านบาท และมาจากเงินในสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลกระโยชน์ ซึ่งส่วนนี้สามารถชำระหนี้เงินต้นได้แล้วรวม 2.2 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี ในแต่เดือนของปี 2560 ที่ผ่านมา ธปท.สามารถดำเนินการชำระหนี้ได้เฉลี่ยประมาณเดือนละ 5,000 บาทไปจนถึง 1.6 หมื่นบาท ซึ่งการลดลงของหนี้ FIDF ทำให้หนี้สาธารณะลดลงได้มากขึ้น ทำให้หนี้สาธารณะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำที่ 41.5% ของจีดีพี ทำให้ภาครัฐ มีความสามารถทางการคลังหรือ การก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ระดับหนี้สาธารณะที่ ลดลงน่าจะมาจากหลายส่วน จากรัฐบาลมีการรัดเข็มขัด มีการใช้จ่าย ลดลง เห็นได้จากจีดีพีโตได้เร็วกว่า การใช้จ่ายของภาครัฐ และจากการ ลดลงของหนี้ FIDF ซึ่งการลดลง ของหนี้สาธารณะมีข้อดี คือ ภาระหนี้การคลังลดลงทำให้รัฐบาลสามารถ ทำนโยบายการคลังดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้น ไม่ติดกรอบวินัย การคลัง ที่ต้องคอยกังวลว่าหนี้จะเกิน 60% ของจีดีพี

"ดูจากนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดูเหมือนนโยบายการเงินจะผ่อนคลายต่ำสุดแล้ว อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำที่ 1.5% ซึ่งใกล้ระดับต่ำสุดเมื่อ เทียบกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551-2552 ที่ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.25% ซึ่งดูเหมือนการ ทำนโยบายการเงินมีข้อจำกัด และดอกเบี้ยคงต่ำไปกว่านี้ยาก แต่จังหวะหนี้การที่หนี้สาธารณะลดทำให้เป็นโอกาสดีในการทำนโยบายการคลังเตรียมไว้รองรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะข้างหน้าหากจำเป็นต้องทำ" อมรเทพ ระบุ

อมรเทพ กล่าวต่อว่า จากภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้ที่เติบโตได้จากภาคต่างประเทศเป็นสำคัญ ไม่ว่าการส่งออกที่หรือการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดีตามเศรษฐกิจโลก แต่กำลังซื้อในประเทศกลับไม่ได้มีสัญญาณที่ดีนัก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน ภาคการเกษตร กระทั่งการลงทุนภาคเอกชนก็ยังไม่ดีนัก เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้นักธุรกิจนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศแทน

ฉะนั้น ในภาวะนี้ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้ในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเตรียมรับการแข่งขันประเทศเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวดีกว่า แทนที่จะพยายาม รัดเข็มขัดลดการใช้จ่าย เห็นได้จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างภาครัฐจะไม่ก่อหนี้โดยตรง โยกไปใช้เงินจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์) หรือใช้ความร่วมมือ ภาครัฐ-ภาคเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP)

ทั้งที่ภาครัฐได้อานิสงส์จากการมีภาระการคลังลดลง รัฐบาลมีความพร้อมในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ทั้งการกู้ในประเทศหรือต่างประเทศ ซึ่งในจังหวะที่เงินบาทแข็งค่า อัตราดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องส่วนเกินในระบบสูง ทำให้ภาครัฐมีต้นทุนการกู้ที่ต่ำ สามารถนำเงินกู้มาใช้ประโยชน์ในการลงทุนขับเคลื่อนพื้นฐานเศรษฐกิจได้ไม่น้อย เป็นจังหวะในการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นในจังหวะที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่กลับยังใช้ประโยชน์จากส่วนนี้ไม่มากนัก

สรุปแล้ว ในภาวะที่หนี้สาธารณะไม่สูงเอื้อให้ภาครัฐใช้นโยบายการคลังเตรียมพร้อมในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้นหากจำเป็น ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจภายในประเทศขยายตัวอ่อนแอ ขณะที่ความสามารถในการ ก่อหนี้มีมากขึ้น เป็นจังหวะดีที่ใช้ประโยชน์จากการก่อหนี้เพิ่มมาช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างกำลังซื้อ เพิ่มความเชื่อมั่นเพื่อต่อยอดให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

งานนี้ต้องวัดใจรัฐบาลว่าในยามที่เอื้อให้ก่อหนี้ที่สูงขึ้นได้ แต่ก่อประโยชน์ให้เศรษฐกิจได้มหาศาล โดยไม่ขาดวินัยทางการคลัง กับเลือก ที่จะดูแลระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ให้ต่ำไปเรื่อยๆ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี และมีวินัยทางการคลังซึ่งก่อประโยชน์ไม่มากต่อเศรษฐกิจภาพรวม รัฐบาล จะเลือกทางใด n

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย