
มะกันลงดาบจีน หวั่นจุดสงครามการค้า
นันทิยา วรเพชรายุทธในขณะที่การงัดข้ออิทธิพลทางการเมืองระหว่างสหรัฐและจีนกำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น ผ่านทางบรรดาประเทศพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายนั้น ในอีกมุมหนึ่งอย่างประเด็นเศรษฐกิจและการค้า กลับมีทิศทางที่น่ากังวลยิ่งกว่า และดูเหมือนว่าการหารือเจรจากันมาตลอดหลายเดือนนั้น ไม่สามารถคลี่คลายให้บรรยากาศดีขึ้นได้
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในขณะที่การงัดข้ออิทธิพลทางการเมืองระหว่างสหรัฐและจีนกำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น ผ่านทางบรรดาประเทศพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายนั้น ในอีกมุมหนึ่งอย่างประเด็นเศรษฐกิจและการค้า กลับมีทิศทางที่น่ากังวลยิ่งกว่า และดูเหมือนว่าการหารือเจรจากันมาตลอดหลายเดือนนั้น ไม่สามารถคลี่คลายให้บรรยากาศดีขึ้นได้
เพราะล่าสุดสหรัฐได้เริ่มเปิดฉากแล้วกับการตั้งกำแพงภาษีสินค้าเบื้องต้นในกลุ่ม "อะลูมิเนียมฟอยล์" ในระดับตั้งแต่ 16.56-80.97% หลังจากผลการสอบเบื้องต้นของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ พบว่าสินค้าประเภท ดังกล่าวได้รับการอุดหนุนจากทางการจีน โดยจะเริ่มลงดาบกับบริษัทนำเข้าจีนบางราย ก่อนจะมีคำตัดสินชี้ขาดออกมาในเดือน ต.ค.นี้
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีคำตัดสินแยกอีกกรณีหนึ่งที่มีการขอให้สอบว่าการทุ่มตลาดอะลูมิเนียมฟอยล์ของจีน กระทบต่อความมั่นคงของชาติด้วยหรือไม่ ในฐานะเป็นสินค้าสำคัญที่ใช้ในกองทัพสหรัฐ ซึ่งคำตัดสินจะมีออกมาไล่เลี่ยกันภายในเดือน ส.ค.เช่นกัน
ทั้งนี้ อะลูมิเนียมฟอยล์เป็นหนึ่งในสินค้ากลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกับเหล็กและสินค้าอื่นๆ ที่ถูกสหรัฐจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังได้รับการร้องเรียนจาก ผู้ผลิตในประเทศเมื่อเดือน เม.ย. ที่ กล่าวหาว่ารัฐบาลจีนช่วยอุดหนุนราคาของบริษัทในจีน ทำให้สินค้ามีราคาถูกกว่าจนผู้ผลิตสหรัฐแข่งขันไม่ได้ โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา สหรัฐนำเข้าอะลูมิเนียมฟอยล์จากจีนทั้งสิ้น 389 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.3 หมื่นล้านบาท)
ตัวเลขดังกล่าวอาจถือเป็นวงเงิน ที่ไม่มากนัก ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือความหมายในเชิงนัยที่รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สื่อสารออกมาถึง "จุดเริ่มต้น" ของการตอบโต้ทางเศรษฐกิจตามที่เคยเปรยออกมาก่อนหน้านี้ และอาจหมายถึงการดำเนินการขั้นต่อไปที่จะมีขึ้นตามมา
จากรายงานของสื่อหลายสำนัก อาทิ บลูมเบิร์ก และนิวยอร์กไทมส์ ต่างระบุในทิศทางตรงกันว่าฝ่ายเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลทรัมป์ ที่นำโดยหัวหอกลัทธิปกป้องการค้ารายหนึ่งอย่าง วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์นั้น กำลังพิจารณาใช้กลไกต่างๆ ในมือ อาทิ มาตรา 232 (เซฟการ์ด) ของกฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 เพื่อลงดาบสินค้าในกลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียมจากจีนหรือประเทศอื่นๆ ที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ
ขณะที่สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ก็กำลังพิจารณาใช้กลไกตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้า Trade Act ปี 1974 ที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐอนุมัติการตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ จากการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศอื่นได้
เว็บไซต์ข่าวอาซิออส รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า ตัวทรัมป์เองเป็นเสียงหลักที่สนับสนุนการลงดาบสินค้าจีน โดยต้องการตั้งกำแพงภาษีสูงสุด 20% ในสินค้าหลายรายการ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เซมิคอนดักเตอร์ กระดาษ และเครื่องซักผ้า แม้ทีมงานของทรัมป์ส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง และยังเป็นการเดินเกมการเมืองโลกที่ไม่สวยนัก โดยมีเสียงค้านมากกว่าเสียงหนุนถึง 22 ต่อ 3 เสียง แต่เมื่อ 1 ใน 3 เสียงนั้นเป็นถึงประธานาธิบดีเอง เรื่องนี้จึงยังหาคำตอบลงตัวได้ยาก จนกระทั่งมาถึงการประเดิมแบบพอหอมปากหอมคอกับการลงดาบอะลูมิเนียมฟอยล์ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ในที่สุด
ก่อนหน้านี้ สหรัฐและจีนเคยอยู่ระหว่างช่วงของการเจรจาต่อรองรอบใหญ่กันมาแล้วในการทำแผน 100 วัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีต่อจีน ซึ่งมีขึ้นก่อนหน้าที่สหรัฐจะออกรายงานประเทศปั่นค่าเงินในช่วงกลางเดือน เม.ย. จากนั้นในช่วงต้นเดือน พ.ค. จึงมีการเปิดเผยรายละเอียดของผลการเจรจาออกมา ซึ่งเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจีนยอมลดแรงกดดันด้วยการเปิดตลาดในประเทศให้ภาคธุรกิจสหรัฐมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการกลับมานำเข้าเนื้อวัวสหรัฐอีกครั้ง หลังจากที่ยุติไปตั้งแต่ปี 2003 เนื่องจากมีโรควัวบ้าระบาด
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เริ่มผ่อนคลายลงก็อยู่ได้ไม่นาน โดยนอกจากการขับเคลื่อนของนโยบายปกป้องการค้าในสหรัฐแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนในช่วงประมาณปลายปีนี้ ที่ทำให้รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ต้องดำเนินนโยบายชนิดที่เข้มข้นขึ้นมากตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงเศรษฐกิจ จนส่ง ผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ด้วย
นอกจากจะใช้แผนเกรทไฟร์วอลล์ และไล่ล่าปิดระบบวีพีเอ็น จีนยังออกกฎเกี่ยวกับเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ที่คุมเรื่องความมั่นคงมากขึ้นด้วย อาทิ การเปิดศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องร่วมลงทุนกับบริษัทสัญชาติจีน และไม่สามารถถ่ายโอนข้อมูลออกไปนอกประเทศได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้เอกชนมากขึ้น ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจ เช่น เมดอินไชน่า 2025 ที่มุ่งยกระดับประเทศจากโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกของโลกไปสู่เศรษฐกิจแบบนวัตกรรม ก็ทำให้ต่างชาติกังวลไม่น้อยในเรื่องการกีดกันต่างชาติ และมุ่งสนับสนุนภาคไอทีของตนเองมากกว่า
ทั้งหมดนี้จึงเป็นบรรยากาศคลื่นลมแรงที่อาจเป็นสัญญาณการก่อตัวของพายุไต้ฝุ่นระหว่างจีน-สหรัฐ และลามกระทบไปถึงประเทศคู่ค้าอื่นๆ ตามมาอีกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ n







