
การเมืองขวาง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสะดุด
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ "การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ" กลายเป็นเรื่องที่พูดคุยกันอย่างมากในโลกตะวันตกตั้งแต่ต้นปี 2017 นี้ หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขึ้นมาเป็นผู้นำเทรนด์ด้วยการประกาศนโยบายเตรียมลงทุนครั้งใหญ่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่หลายชาติตะวันตกเริ่มหันมาพิจารณาโมเดลการเติบโตที่มีตัวอย่างความสำเร็จในฝั่งเอเชียกันมากขึ้น
ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
"การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ" กลายเป็นเรื่องที่พูดคุยกันอย่างมากในโลกตะวันตกตั้งแต่ต้นปี 2017 นี้ หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขึ้นมาเป็นผู้นำเทรนด์ด้วยการประกาศนโยบายเตรียมลงทุนครั้งใหญ่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่หลายชาติตะวันตกเริ่มหันมาพิจารณาโมเดลการเติบโตที่มีตัวอย่างความสำเร็จในฝั่งเอเชียกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผ่านมาแล้วกว่าครึ่งปี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโลกตะวันตกกลับไม่สามารถเดินหน้าได้รวดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เพราะการไม่สามารถผลักดันนโยบายได้จากภาคการเมืองที่ไม่แน่นอนในสหรัฐ และการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ในยุโรป
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ทางรถไฟ สะพาน เป็นต้น นอกจากจะช่วยเพิ่มตัวเลขการลงทุนจากภาครัฐแล้ว ยังเชื่อมโยงกับการสร้างงานให้กับเอกชนและประชาชน รวมถึงประชาชนยังสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา การลงทุนดังกล่าวในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอยู่ในระดับต่ำมาก จาก 6% ของขนาดเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เหลือต่ำกว่า 4% ในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับชาติกำลังพัฒนาในเอเชียที่เฉลี่ย 8% ตั้งแต่ปี 2008 จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ทรัมป์พยายามที่จะผลักดันการลงทุนในลักษณะดังกล่าว โดยการให้สัญญาจะลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 33 ล้านล้านบาท) ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นส่วนเสริมในการผลักดันเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูงสำหรับชาติพัฒนาแล้วที่ 3%
ทว่าผ่านมาเกือบ 7 เดือนในระยะเวลาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี รายละเอียดของแผนการดังกล่าวยังคงน้อยและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนว่ารัฐสภาหรือสภาคองเกรสจะสามารถผลักดันการลงทุนดังกล่าวได้จริงหรือไม่ เพราะด้วยมูลค่ามหาศาลนั้นอาจไป ซ้ำเติมปัญหาหนี้สาธารณะที่หลายฝ่ายในพรรครีพับลิกันไม่ชอบใจนัก
ผลของความล่าช้าทำให้รัฐบาลท้องถิ่นที่หวังจะได้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ชะงักการออกพันธบัตรใหม่เพื่อนำเงินมาลงทุน โดยที่ผ่านมา การลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานจากสหรัฐมักพึ่งพาการกู้ยืมจากรัฐบาลท้องถิ่นเป็นหลัก
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ยอดออกพันธบัตรใหม่เพื่อนำเงินมาลงทุนการคมนาคม น้ำและไฟฟ้า รวมถึงโครงการพลังงาน ปรับลดลง 19.4% เหลือ 5.07 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ตลอด 7 เดือนแรกของปี ส่งผลให้การออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่นโดยรวมปรับ ลดลงไปด้วย
"ผมเห็นว่าผู้คนเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าวาระสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ไม่อาจผลักดันได้รวดเร็วอย่างที่ประกาศไว้" แรนดี้ เจอราร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตราสารหนี้ท้องถิ่นของธนาคารเวลส์ ฟาร์โก ในนิวยอร์ก กล่าว
ความหวังในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ริบหรี่ลง เป็นเหตุผลให้ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ปีนี้ลงจากขยายตัว 2.3% ในคาดการณ์ครั้งก่อน เป็น 2.1% ในคาดการณ์ล่าสุด และลดจากขยายตัวจาก 2.5% เป็น 2.1% สำหรับปีหน้า
ขณะเดียวกัน ในด้านกลุ่มประเทศยูโรโซน แม้มีข้อตกลงห้ามมีงบประมาณ ขาดดุลเกิน 3% ของขนาดเศรษฐกิจ แต่การพูดคุยเรื่องการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานในงบประมาณตามที่จำกัดไว้ ก็เป็นที่พูดคุยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 1 อย่างเยอรมนีกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งในเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ ประเด็นด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นหนึ่งในวาระที่นำขึ้นมา ถกเถียงระหว่างหาเสียงเช่นเดียวกัน
มาร์ติน ชูล์ซ จากพรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งเยอรมนี (ซีพีดี) คู่แข่งสำคัญของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล จากพรรคคริสเตียนเดโมแครต (ซีดียู) ประกาศนโยบายจะนำเงินในส่วนงบประมาณเกินดุลไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งเป็นจุดยืนที่ขัดกับนายกรัฐมนตรี 3 สมัยของแมร์เกิลที่ยึดมั่นกับการรัดเข็มขัด แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากผลสำรวจความเห็นในเดือน พ.ค.ที่พบว่า 60% ของชาวเยอรมนีต้องการให้รัฐนำงบประมาณเกินดุลไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าเพื่อการลดภาษีที่ 19%
ทว่า จากผลสำรวจเมื่อกลางเดือน ก.ค. พบว่า พรรคซีพีดียังมีคะแนนตามซีดียูอยู่ที่ 25% ต่อ 38%
ในด้านเศรษฐกิจใหญ่อีกแห่งอย่างฝรั่งเศส บลูมเบิร์กรายงานจากเว็บไซต์กระทรวงการคลังฝรั่งเศสว่า มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2,000 ล้านยูโร (ราว 7.7 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2014 และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 3,500 ล้านยูโร (ราว 1.3 แสนล้านบาท) ในปีหน้า และจะถึงจุดสูงสุดเกือบ 4,000 ล้านยูโร (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ในปี 2020-2021 สำหรับโครงการต่างๆ ที่เริ่มไปแล้ว และจะเสร็จสิ้นทั้งหมดในปี 2025
ฝรั่งเศสเพิ่งเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งมีภาระต้องลดอัตราว่างงานสูงเกือบ 10% ของคนในประเทศ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งที่มาครงให้สัญญาว่าจะทำด้วยวงเงิน 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม เยอรมนีจำเป็นต้องปรับลดรายจ่ายเพื่อให้สอดคล้องกับไปกับนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนอื่น เช่น การปรับลดภาษีนิติบุคคล และให้ตรงกับกำหนดของยูโรโซน เนื่องจากงบประมาณที่ร่างมาก่อนหน้านี้ทำให้ขาดดุลมากถึง 3.2% ของขนาดเศรษฐกิจ
"ทุกกระทรวงจะต้องเผชิญกับการเสียสละ หนทางที่ดีที่สุดที่จะควบคุมงบประมาณขาดดุล คือ การทำผ่านการลดรายจ่าย ไม่ใช่ขึ้นภาษี" คริสตอฟ คาสเตเนอร์ โฆษกของรัฐบาลเยอรมนี กล่าว
มาครงจำเป็นต้องปรับลดวงเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหลือ 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยงบประมาณที่ลดลงทำให้บางโครงการต้องล่าช้าออกไป และทำให้ฝรั่งเศสต้องหันไปให้ความสำคัญกับการซ่อมหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันแทนการสร้างใหม่
แนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จึงเริ่ม เลือนรางลงเมื่อทิศทางเศรษฐกิจและอุปสรรคทางการเมือง เป็นความจริงที่ขวางอยู่ตรงหน้าในวันนี้ n







