
COP 21 กำลังถอยหลังเข้าคลอง?
ณัฐพัช กิตติปวณิชย์กองทุนบัวหลวงหลังการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 หรือ COP 21 ที่กรุงปารีส ผ่านพ้นไปในปี 2558 ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่าจะถอนประเทศออกจากเวทีความร่วมมือ COP 21 จึงเกิดความกังวลว่าหากขาดผู้เล่นคนสำคัญอย่างสหรัฐไป ความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายบนกรอบข้อตกลงจากประเทศอื่นที่ได้ลงนามร่วมกันไว้ 194 แห่ง อาจไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรมมากเท่าที่ควร
ณัฐพัช กิตติปวณิชย์กองทุนบัวหลวง
หลังการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 หรือ COP 21 ที่กรุงปารีส ผ่านพ้นไปในปี 2558 ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่าจะถอนประเทศออกจากเวทีความร่วมมือ COP 21 จึงเกิดความกังวลว่าหากขาดผู้เล่นคนสำคัญอย่างสหรัฐไป ความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายบนกรอบข้อตกลงจากประเทศอื่นที่ได้ลงนามร่วมกันไว้ 194 แห่ง อาจไม่ปรากฏผลเป็นรูปธรรมมากเท่าที่ควร
แม้ว่าท่าทีของสหรัฐต่อประเด็นโลกร้อนจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่เราจะมองข้ามไม่ได้ว่าบางประเทศเริ่มเคลื่อนไหวตอบรับคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้แล้วอย่างจริงจังตั้งแต่ COP 21 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2559 ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ซึ่งพยายามยกระดับการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติ ด้วยการผลักดันกระบวนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพและดำเนินมาตรการเชิงการคลังให้รัดกุมยิ่งขึ้น
"รักษาสภาพแวดล้อมเพื่อวันข้างหน้า" เป็นธีมสำคัญในการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2560 ของสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ที่ต้องการให้ประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน และมองไกลเกินกว่าแค่กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ โดยได้ระบุถึงมาตรการเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้องใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่
1.นำภาษีคาร์บอนมาบังคับใช้กับผู้ผลิตต้นน้ำตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ออกบทลงโทษอุตสาหกรรมปล่อยสารเรือนกระจก 2.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล จากเมื่อก่อนคิดภาษีเป็นรายปีในลักษณะเหมารวมเพียงอย่างเดียว มาเป็นการคิดอิงอัตราส่วนที่ใช้จริงด้วย และ 3.ขึ้นค่าน้ำประปา จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรอบคอบในการใช้ทรัพยากรน้ำมากยิ่งขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ประกอบการในสิงคโปร์ อาทิ โรงงานผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่จำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมาก รวมถึงบริษัทขนส่งสินค้าที่พึ่งพาเชื้อเพลิงดีเซลอาจต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ผลิตหลายภาคส่วนจะส่งผ่านภาระนี้ไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้แนวโน้มราคาสินค้าบางประเภทสูงขึ้น แต่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นจำเป็น และจะต้องเดินหน้าออกกฎหมายมาบังคับใช้อย่างรวดเร็ว
ด้านประเทศไทยเองมีข่าวเกี่ยวกับแผนพัฒนาระบบควบคุมการปล่อยสารเรือนกระจกออกมาให้เห็นกันเรื่อยๆ สืบเนื่องจากคำสัญญาของไทยในที่ประชุม COP 21 ว่า จะจำกัดการปล่อยสารเรือนกระจกให้น้อยลงกว่าที่ผ่านมาอย่างน้อย 20% ในอีก 15 ปีข้างหน้า เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลยปริมาณการปล่อยสารเรือนกระจกของไทยมีแนวโน้มพุ่งขึ้นเป็น 560 ล้านตัน ในปี 2573 จาก 230 ล้านตัน ในปี 2543
ดังนั้น ผู้เล่นที่มีแผนงานรองรับด้านสภาพแวดล้อมอย่างรัดกุมและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้จึงจะมีแต้มต่อเหนือคู่แข่ง บริบทของระบบเศรษฐกิจและกฎหมายที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะนี้ช่วยสนับสนุนกระบวนการคัดเลือกบริษัทที่จะลงทุนของ "กองทุนรวมคนไทยใจดี" (BKIND) เพราะเราได้คัดสรรบริษัทที่เน้นปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และวางยุทธศาสตร์ระยะยาวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ จึงทำให้มีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมาและพัฒนาต่อไปในวันข้างหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าบริษัททั่วไป







