
ชอบกลุ่มโรงไฟฟ้า
ประกิตเงินบาทอ่อนค่าขึ้นมาเล็กน้อย 0.1% ล่าสุดอยู่ที่ 33.27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ การแข็งค่าของเงินบาท แม้ว่าจะสอดคล้องกับการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ (เงินบาทแข็งค่ามาตั้งแต่ต้นปี 7.51% ขณะที่ดอลลาร์อ่อนลง 9.1% ส่วนยูโรแข็งค่ากว่า 12.35%) แต่ก็ยังเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในเอเชีย (เงินเยนแข็งค่า 5.48% วอนเกาหลีแข็ง 6.99% ดอลลาร์ไต้หวันแข็ง 6.94% รูปีอินเดียแข็ง 4.69% ริงกิตมาเลเซียแข็ง 4.72% รูเปียห์อิโดนีเซียแข็ง 1.21% เปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่า 1.51%)
ประกิต
เงินบาทอ่อนค่าขึ้นมาเล็กน้อย 0.1% ล่าสุดอยู่ที่ 33.27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ การแข็งค่าของเงินบาท แม้ว่าจะสอดคล้องกับการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ (เงินบาทแข็งค่ามาตั้งแต่ต้นปี 7.51% ขณะที่ดอลลาร์อ่อนลง 9.1% ส่วนยูโรแข็งค่ากว่า 12.35%) แต่ก็ยังเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในเอเชีย (เงินเยนแข็งค่า 5.48% วอนเกาหลีแข็ง 6.99% ดอลลาร์ไต้หวันแข็ง 6.94% รูปีอินเดียแข็ง 4.69% ริงกิตมาเลเซียแข็ง 4.72% รูเปียห์อิโดนีเซียแข็ง 1.21% เปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่า 1.51%)
มองสาเหตุหลักการแข็งค่าของเงินบาทมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันดอลลาร์ได้รับแรงกดดันจาก 1) ความไม่เชื่อมั่นของตลาดต่อนโยบายและสถานะทางการเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐ และ 2) การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่มากไปกว่าที่ตลาดคาดไว้ แม้จะมีการส่งสัญญาณลดขนาดงบดุล แต่ก็จะเป็นการลดแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นเดียวกับการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจไปขึ้นอีกครั้งคือปี 2561 ภายใต้สถานการณ์การเมืองในสหรัฐที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะการสอบสวนกรณีที่รัสเซียอาจเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่ากำลังเป็นประเด็นร้อนอย่างถึงที่สุด นอกจากนี้ยังมีเรื่องการรวบรวมเสียงในสภาคองเกรส จากพรรครีพับลิกันเพื่อให้ผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งหมดดอลลาร์อาจฟื้นตัวขึ้นมาได้ยาก อย่างไรก็ตามดอลลาร์อ่อนค่ามาตั้งแต่ต้นปี 9.1% อาจทำให้มีการซื้อคืนบางส่วนซึ่งจะทำให้ดอลลาร์เกิดการดีดกลับทางเทคนิคสั้นๆ ได้
การแข็งค่าของเงินบาทที่มากที่สุดในภูมิภาค เป็นเพราะไทยมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก ไทยเกินดุลการค้ามา 38 เดือนติดต่อกัน โดยในครึ่งปีแรกในปีนี้เกินดุล 4.28 พันล้านดอลลาร์ ด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (เมื่อเดือน ก.พ. 2560) 1.83 แสนดอลลาร์ สูงเป็นอันดับที่ 13 ของโลก (อันดับ 9 ในเอเชีย) แต่เมื่อนำเงินทุนสำรองเทียบกับจีดีพีของไทยจะสูงถึง 11% เป็นอันดับ 11 ของโลกและ 2 ในเอเชีย
กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท คือ กลุ่มที่มีหนี้สินต่างประเทศในรูปดอลลาร์สูงที่ชัดเจนที่สุด คือ กลุ่มโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) บริษัท โกลว์พลังงาน (GLOW) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ซึ่งมีหนี้สินในรูปดอลลาร์อยู่ 1,639, 520 และ 300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนต่อหนี้สินทั้งหมดที่ 60% 50% และ 40% โดยทุกๆ การแข็งค่า 0.5 บาท/ดอลลาร์ จะส่งผลให้กำไรสุทธิของ EGCO เพิ่มขึ้นถึง 6.4% ตามมาด้วย GLOW 3.1% และ RATCH 2.1% มอง EGCO และ RATCH เป็นตัวเด่นที่น่าซื้อสะสม
อย่างไรก็ตาม ควรระวังกลุ่มหุ้นที่เสียประโยชน์จากค่าเงินบาท โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ การแข็งค่าเงินบาททุกๆ 1% อ้างอิงสมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 34.50 บาท/ดอลลาร์ จะกระทบกำไรของบริษัท เคซีอีอิเล็กทรอนิกส์ (KCE) ให้ลดลง 1.1% จากประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ 3,322 ล้านบาท บริษัท เดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (DELTA) จะกระทบกำไรลดลง 1.7% จากประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ 5,343 ล้านบาท มีรายได้เป็นค่าเงินดอลลาร์ถึง 72% บริษัท ฮานาไมโครอีเลคโทรนิคส์ (HANA) จะกระทบกำไรลดลง 1.6% จากประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ 2,429 ล้านบาท บริษัท เอสวีไอ (SVI) จะกระทบกำไรลดลง 3.2% จากประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ 852 ล้านบาท
ยังคงต้องระวังการรายงานผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกหลัง จากที่บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2560 ที่ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 8.1% จากไตรมาสแรก แม้จะมากกว่าที่ KS Research คาดการณ์ไว้ 7% แต่ปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ในส่วนอื่นๆ นอกจากธุรกิจหลัก ทั้งนี้เมื่อไปดูในส่วนอัตราเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ยังติดลบอยู่ที่ 4.4% ขณะที่รายได้โตขึ้นที่เพียงแค่ 2.9% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ถือเป็นตัวสะท้อนถึงภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งทำให้ยังคงต้องเฝ้าระวังหุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะอาหารและค้าปลีก
ผลประกอบการในงวดไตรมาส 2 ปี 2560 อาจสร้างความผิดหวังได้ ทั้งบริษัท โรบินสัน (ROBINS) บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (BJC) บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) เช่นเดียวกับบริษัท สยามโกลบอล (GLOBAL ) จากสัญญาณของผลประกอบการบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) ที่ออกมาเพียง 245 ล้านบาท ลดลง 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 55% จากไตรมาสแรกจากธุรกิจซีเมนต์ในประเทศยังคงชะลอ สะท้อนภาพวัสดุก่อสร้างทั้งหมดที่ชะลอตัวลงตาม ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการบริโภคที่ชะลอตัวคือบริษัท ซีพีออลล์ (CPALL) และหุ้นที่อิงกับ รายได้ต่างประเทศ บริษัท เมกาไลฟ์ ไซแอ็นซ์ (MEGA)







